Start Bootstrap Logo
Trends Routine Res. 2026; 1(1): 14

การมองอนาคตแนวโน้มประชากรในวัยเรียนกับการรับนักศึกษาระดับปริญญาตรีมหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์


ศศิรัศมิ์ ประสาทแก้ว* และ อาภาพร นาภูมิ


ส่วนแผนงานและยุทธศาสตร์ มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ อำเภอท่าศาลา จังหวัดนครศรีธรรมราช 80160


(*อีเมลผู้ประพันธ์บรรณกิจ: [email protected])


Received: 23 October 2025, Revised: 10 November 2025, Accepted: 15 November 2025, Published: 25 November 2025


บทคัดย่อ

การมองอนาคตแนวโน้มประชากรในวัยเรียนกับการรับนักศึกษาระดับปริญญาตรีมหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาแนวโน้มประชากรในวัยเรียนก่อนระดับอุดมศึกษาในช่วงปี พ.. 2568 - 2587 ทั้งนี้เพื่อประกอบการคาดการณ์การรับนักศึกษาระดับปริญญาตรีตั้งแต่ปีการศึกษา 2569 เป็นต้นไป ตลอดจนเพื่อวิเคราะห์การแข่งขันทางการตลาดกับมหาวิทยาลัยคู่เทียบ โดยใช้เครื่องมือการมองอนาคต (Foresight Tools) ในการวิเคราะห์ คาดการณ์ และอธิบายการเปลี่ยนแปลงในอนาคตที่คาดว่าจะเกิดขึ้น ผลการวิเคราะห์ พบว่า แนวโน้มเด็กแรกเกิดและประชากรวัยเรียนลดลงอย่างต่อเนื่อง โดยปี .. 2568 มีประชากรที่อยู่ในวัยเรียนก่อนระดับอุดมศึกษาอยู่ที่จำนวนเจ็ดแสนคน ซึ่งจะเริ่มมีจำนวนลดลงในแต่ละปีจนถึงปี พ.. 2578 ลดลงเหลือระดับหกแสนคน ในปี พ.. 2582 จะมีจำนวนลดลงเหลือระดับห้าแสนคน และในปี พ.. 2585 จะมีจำนวนลดลงเหลือระดับสี่แสนคน ซึ่งส่งผลกระทบต่ออัตราการศึกษาต่อของนักเรียนในระดับมหาวิทยาลัยในเขตภาคใต้อย่างชัดเจนและมีนัยสำคัญตั้งแต่ปี พ.. 2581 โดยมหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์จะต้องรับนักเรียนในเขตภาคใต้ให้ได้ตามแผนที่กำหนดไว้ในสัดส่วนที่เพิ่มขึ้นจากเดิม และจะเข้าสู่สภาวะวิกฤติตั้งแต่ปี พ.. 2582 เป็นต้นไป โดยเฉพาะตั้งแต่การเข้าสู่สังคมสูงอายุแบบสุดยอด (Hyper-Aged Society) ภายในปี พ.. 2584 และหากวิเคราะห์ในมุมมองของการแข่งขันทางการตลาด (Competitive Analysis) มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์จะเป็นมหาวิทยาลัยเดียวในเขตภาคใต้ที่เป็นส่วนแบ่งทางการตลาดที่แท้จริง แต่ด้วยมหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์มีข้อได้เปรียบที่มีที่ตั้งอยู่ในเขต 3 จังหวัดที่จำนวนประชากรในวัยเรียนก่อนระดับอุดมศึกษาสูงสุด 3 อันดับแรก ได้แก่ นครศรีธรรมราช สงขลา และสุราษฎร์ธานี ดังนั้นมหาวิทยาลัยจะต้องเพิ่มการประชาสัมพันธ์ที่เข้าถึงกลุ่มเป้าหมาย รวมทั้งกลุ่มนักเรียนที่สนใจเข้าศึกษาต่อในมหาวิทยาลัยเอกชนชื่อดังในเขตกรุงเทพมหานครและปริมณฑล ตลอดจนกลุ่มนักเรียนจีนซึ่งจะสามารถทดแทนนักเรียนไทยที่มีจำนวนลดลงในทุก ๆ ปี


คำสำคัญ: การมองอนาคต; แนวโน้มประชากร; ประชากรในวัยเรียน; ประชากรในวัยเรียนก่อนระดับอุดมศึกษา; การวิเคราะห์การแข่งขันทางการตลาด; เทคนิคบรรณมิติ


Foresight in Trends of the School-Age Population and Undergraduate Enrollment of

Walailak University


Sasirat Prasatkaew* and Arpaporn Naphoom


Division of Planning and Strategy, Walailak University, Thasala, Nakhon Si Thammarat 80160, Thailand


(*Corresponding author’s e-mail: [email protected])


Abstract

Foresight in trends of the school-age population and undergraduate enrollment of Walailak University aims to study the trend of the pre-university school-age population during the period 2025 - 2044.This is to support the prediction of student admissions at Walailak University from the academic year 2026 onwards. As well as to analyze market competition with comparative universities. This data analysis uses Foresight Tools to analyze, predict and explain the anticipated future changes. The results found that the trend of newborns and school-age populations has been continuously decreasing. As of 2025, there were seven hundred thousand school-age people. Each year, the pre-tertiary school-age population will begin to decrease until 2035, when the number will have dropped to 600,000 and will drop to 500,000 till 2039. Additionally, the number will drop to 400,000 in 2042. This will have a significant impact on the rate of university students continuing their education in the southern region from 2038 onwards. Walailak University must enroll students from the southern region according to the planned proportion, which has increased from the previous ratio. It will reach a crisis point starting from 2039 onwards, especially from entering into a hyper aged society by 2041. From the perspective of Competitive Analysis, Prince of Songkla Uni­versity is the only university in the southern region that has a true market share. Nonetheless, Walailak University benefits by being situated in Nakhon Si Thammarat, Songkhla and Surat Thani, the three provinces with the largest pre-university student populations. Therefore, Walailak University must strengthen public relations efforts to attract the target group, which is the market share of Prince of Songkla University.This comprises target groups of students interested in studying at famous private universities in Bangkok Metropolitan Area, as well as chinese students, who will be able to replace the number of thai students that is decreasing every year.


Keywords: Foresight; Trend of Population; School-aged population; Pre-tertiary school-aged population; Competitive Analysis; Bioliometrics

บทนำ

ด้วยแนวทางการพัฒนาประเทศในช่วงที่ผ่านมาได้ส่งผลอัตราภาวะเจริญพันธุ์ (Total Fertility Rate: TFR) และส่งต่อจำนวนเด็กเกิดที่กำลังลดลงอย่างรวดเร็ว ตลอดจนการก้าวเข้าสู่สังคมสูงอายุเป็นปัจจัยที่ส่งผลกระทบต่อโครงสร้างประชากรของไทยที่ไม่เอื้อต่อการพัฒนาทางเศรษฐกิจและสังคมของประเทศ หลายภาคส่วนจึงได้ตระหนักและเห็นความสำคัญ ตลอดจนได้มีการติดตามสถานการณ์มาอย่างต่อเนื่อง จากข้อมูลของสถาบันวิจัยประชากรและสังคม มหาวิทยาลัยมหิดล (จงจิตต์ ฤทธิ์ณรงค์, 2568) พบว่า ประเทศไทยเคยมีเด็กเกิดเกิน 1 ล้านคนต่อปีในช่วงปี พ.. 2506 - 2526 และเคยมีเด็กเกิดจำนวนสูงสุดในปี พ.. 2514 มากถึง 1,221,228 คน แต่ตั้งแต่ปี พ.. 2527 เป็นต้นมา กลับพบว่า จำนวนเด็กเกิดในประเทศไทยได้ลดลงอย่างต่อเนื่อง ส่งผลทำให้อัตราส่วนผู้สูงอายุต่อประชากรทั้งหมดเพิ่มสูงขึ้น โดยประเทศไทยได้กลายเป็นสังคมสูงวัย คือ มีผู้สูงอายุ 60 ปีขึ้นไป คิดเป็นร้อยละ 10 ของประชากรทั้งหมด เมื่อปี พ.. 2548 และจากแนวทางการพัฒนาประเทศในช่วงที่ผ่านมา ประเทศไทยใช้เวลาอีกเพียงไม่ถึง 20 ปี โดยจากสถิติประชากรทางการทะเบียนราษฎร สำนักบริหารการทะเบียน กรมการปกครอง พบว่า ประเทศไทยมีการตายมากกว่าการเกิดเป็นครั้งแรก ในปี พ.. 2564 (เกื้อ วงศ์บุญสิน และคณะ, 2565) โดยมีสัดส่วนประชากรกลุ่มผู้สูงอายุหรือมีอายุ 60 ปีขึ้นไปมากกว่า 12 ล้านคน (วิชช์ เกษมศัพท์, 2565) หรือคิดเป็นสัดส่วนประมาณ 1 ใน 6 ของประชากรไทย และเป็นอันดับ 2 ในกลุ่มประเทศอาเซียน รองลงมาจากประเทศสิงคโปร์ นอกจากนี้ ไทยถูกคาดการณ์ว่าจะเป็นประเทศกำลังพัฒนาประเทศแรกของโลกที่ก้าวเข้าสู่สังคมสูงอายุแบบสมบูรณ์ (Aged Society) โดยสามารถกล่าวได้ว่า ปี พ.. 2564 ประเทศไทยกลายเป็นสังคมสูงวัยอย่างสมบูรณ์ (Complete Aged Society) เนื่องจากอัตราการเกิดของคนไทยมีแนวโน้มลดลงอย่างต่อเนื่อง โดยมีจำนวนการเกิดประมาณ 6 แสนคนต่อปี ซึ่งสถานการณ์ยังเป็นเช่นนี้ต่อไปแล้ว นอกจากจำนวนประชากรไทยโดยรวมจะลดลงแล้ว ไทยจะขยับขึ้นเป็นสังคมสูงอายุแบบสุดยอด (Hyper Aged Society) ซึ่งมีสัดส่วนประชากรที่อายุมากกว่า 65 ปี ถึงร้อยละ 20 หรือมีประชากรอายุมากกว่า 60 ปีกว่า ร้อยละ 30 ภายในปี พ.. 2584

การลดลงของอัตราภาวะเจริญพันธุ์ของไทยที่ต่ำกว่าระดับทดแทนในปัจจุบันนั้น จากประสบการณ์ของประเทศที่มีอัตราเจริญพันธุ์ต่ำกว่าระดับทดแทนมาก่อนประเทศไทย พบว่า ยังไม่มีประเทศใดสามารถทำให้อัตราภาวะเจริญพันธุ์เพิ่มสูงขึ้นได้ภายในระยะเวลา 10 - 20 ปี เนื่องจากความไม่สอดคล้องกันระหว่างบริบททางเศรษฐกิจและสังคม ส่งผลต่อภาวะเด็กเกิดในจำนวนที่ต่ำกว่าความคาดหวัง โดยประเด็นที่สำคัญที่ต้องแก้ไข คือ การปรับทัศนคติว่าการมีบุตรไม่ใช่เรื่องของแต่ละครอบครัว แต่เป็นเรื่องของสังคมด้วย เนื่องจากเด็กเกิดของแต่ละครอบครัวจะเป็นทุนมนุษย์ที่สำคัญของสังคมต่อไปในอนาคต และทุนมนุษย์นี้จะกลายเป็นทุนทางสังคมและเป็นฐานพลังทางเศรษฐกิจที่จะรองรับสัดส่วนประชากรสูงวัยที่มีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว

และด้วยปัญหาเด็กเกิดน้อยส่งผลกระทบกับโครงสร้างพื้นฐานที่รัฐบาลได้ลงทุนไว้ โดยเฉพาะระบบการศึกษา ได้แก่ สถานรับเลี้ยงเด็ก โรงเรียนตั้งแต่ระดับอนุบาลไปจนถึงมหาวิทยาลัย ด้วยประชากรตั้งแต่วัยแรกเกิดจนถึงวัยเรียน (0 - 18 ปี) ซึ่งจะถูกป้อนเข้าระบบการศึกษามีจำนวนลดลง นอกจากนี้ ยังพบว่ามีเด็กไทยส่วนหนึ่งที่หลุดออกจากระบบการศึกษาด้วยหลาย ๆ สาเหตุ โดยเฉพาะปัญหาสถานะทางเศรษฐกิจ โดยเฉพาะในช่วงปีการศึกษา 2560 - 2564 มีจำนวนนักเรียน “ยากจน” และ “ยากจนพิเศษ” เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะช่วงวิกฤตโควิค 19 จากการวิจัยเชิงสํารวจเพื่อศึกษาสาเหตุของการออกนอกระบบการศึกษาข้อมูลของเด็กนอกระบบการศึกษา (กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา, 2567) พบว่า มีสาเหตุมาจากความยากจนมากที่สุด ประกอบกับค่านิยมของคนรุ่นใหม่ให้ความสำคัญกับการเรียนในระบบการศึกษาน้อยลง และการเรียนกับมหาวิทยาลัยต่าง ๆ ทั้งในและต่างประเทศก็สามารถทำได้ง่ายขึ้นผ่านระบบออนไลน์

มหาวิทยาลัยในประเทศไม่ว่าจะมหาวิทยาลัยของรัฐหรือเอกชนจำเป็นต้องเร่งปรับตัวให้เท่าทันการเปลี่ยนแปลงต่าง ๆ อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ทั้งนี้เพื่อความอยู่รอด ในส่วนของมหาวิทยาลัยของรัฐ ถึงแม้จะได้รับงบประมาณแผ่นดินแล้วบางส่วน แต่การดำเนินงานตามภารกิจของมหาวิทยาลัยยังต้องใช้งบประมาณเงินรายได้อีกส่วนหนึ่งสนับสนุนการดำเนินงาน ซึ่งรายได้ดังกล่าวส่วนใหญ่มาจากค่าธรรมเนียมการศึกษาที่เรียกเก็บจากนักศึกษา ซึ่งหากจำนวนนักเรียนและนักศึกษามีแนวโน้มลดลง ย่อมส่งผลกับเงินรายได้ของมหาวิทยาลัย ปัญหาประชากรในวัยเรียนลดลงจึงส่งผลกับจำนวนมหาวิทยาลัยล้นมากกว่าจำนวนเด็ก ทั้งนี้มหาวิทยาลัยทั้งของรัฐและเอกชนจะต้องดิ้นรนในการหากลุ่มผู้เรียนเพื่อความอยู่รอด โดยหากไม่สามารถปรับตัวได้ ท้ายที่สุดอาจจะนำไปสู่การควบรวมกิจการหรือปิดตัวลง เช่นเดียวกับมหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ซึ่งเป็นมหาวิทยาลัยในกำกับของรัฐที่มีการบริหารจัดการอิสระจากระบบราชการ (Autonomous University) โดยยังได้รับเงินอุดหนุนทั่วไป (Block Grant) ที่รัฐจัดสรรให้เพื่อใช้จ่ายในการดำเนินงานตามวัตถุประสงค์ของมหาวิทยาลัย แต่ด้วยงบประมาณที่ได้รับการจัดสรรยังไม่คลอบคลุมงบประมาณรายจ่ายทั้งหมดของมหาวิทยาลัย ในขณะเดียวกัน เพื่อการพัฒนามหาวิทยาลัยให้มีความโดดเด่นทางด้านวิชาการให้ครอบคลุมทุกด้าน มหาวิทยาลัยจำเป็นต้องใช้เงินรายได้หลักซึ่งได้มาจากค่าธรรมเนียมการศึกษาที่เรียกเก็บจากผู้เรียน

อย่างไรก็ตาม แม้จะมีงานวิจัยที่วิเคราะห์ถึงแนวโน้มของประชากร และอัตราการเกิดของเด็กแรกเกิดในไทยอย่างแพร่หลาย แต่ยังไม่พบงานวิจัยที่วิเคราะห์แนวโน้มประชากรในวัยเรียนก่อนระดับอุดมศึกษากับบริบทการรับนักศึกษาใหม่ระดับปริญญาตรีที่จะเข้าศึกษาต่อในแต่ละมหาวิทยาลัย ดังนั้น การมองอนาคตแนวโน้มประชากรในวัยเรียนกับการรับนักศึกษาระดับปริญญาตรีมหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ในครั้งนี้จึงเป็นการศึกษาข้อมูลสถิติประชากรทางการทะเบียนราษฎรของกรมการปกครองซึ่งเป็นข้อมูลเชิงประจักษ์ที่สามารถใช้คาดการณ์แนวโน้มการรับนักศึกษาของมหาวิทยาลัยในอีก 20 ปีข้างหน้า รวมทั้งการศึกษาและวิเคราะห์การแข่งขันทางการตลาดกับมหาวิทยาลัยคู่เทียบ ซึ่งสามารถนำผลการวิเคราะห์ไปประกอบการกำหนดกลยุทธ์ในการรับนักศึกษาระดับปริญญาตรีให้ได้ตามแผนที่วางไว้ให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น


วัตถุประสงค์การศึกษา

1. เพื่อศึกษาแนวโน้มประชากรในวัยเรียนก่อนระดับอุดมศึกษาในช่วงปี พ.. 2568 - 2587

2. เพื่อคาดการณ์การรับนักศึกษาระดับปริญญาตรีของมหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ ตั้งแต่ปีการศึกษา 2569 เป็นต้นไป

3. เพื่อวิเคราะห์การแข่งขันทางการตลาดกับมหาวิทยาลัยคู่เทียบเพื่อประกอบการวางแผนเชิงกลยุทธ์ในการรับนักศึกษาระดับปริญญาตรีของมหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์


กรอบแนวคิด

ด้วยการมองอนาคตใช้กระบวนการคาดการณ์อนาคตอย่างเป็นระบบและมีความน่าเชื่อถือ โดยคำนึงถึงปัจจัยที่มีปฏิสัมพันธ์ต่อกัน เพื่อให้เกิดประโยชน์ต่อการกำหนดทิศทาง กลยุทธ์และยุทธศาสตร์ได้อย่างครอบคลุมและเหมาะสมต่อบริบทการเปลี่ยนแปลงของสังคมในอนาคต ซึ่งจากการวิเคราะห์เอกสารที่เลือกเก็บข้อมูลทุติยภูมิจากหลักฐานต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องที่ได้ศึกษาในครั้งนี้ได้นำมาใช้ประกอบการวางแผนสำหรับใช้ในสถานการณ์ที่มีโอกาสเกิดขึ้นได้ในอนาคต (Scenario Planning) โดยมีการปรับและพัฒนารูปแบบการสร้างภาพอนาคตที่เรียกว่า Generic Foresight Model (GFM) จากแนวคิดของ Joseph Veros (2546) ที่ปรับปรุงโดย Anita Sykes-Kelleher (2549) (Veros, 2546 อ้างถึงในศูนย์ศึกษายุทธศาสตร์ สถาบันวิชาการป้องกันประเทศ, 2564) ดังภาพที่ 1




ภาพที่ 1 กรอบแนวคิดการมองอนาคตแนวโน้มประชากรในวัยเรียนกับการรับนักศึกษาระดับปริญญาตรี มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์


วิธีการศึกษา

การวิเคราะห์ข้อมูลในครั้งนี้ใช้เครื่องมือการมองอนาคต (Foresight Tools) (สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ, 2562) ในการวิเคราะห์ คาดการณ์ และอธิบายการเปลี่ยนแปลงในอนาคต โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเตรียมความพร้อมรองรับการเปลี่ยนแปลงที่คาดว่าจะเกิดขึ้น หรือเพื่อออกแบบอนาคตที่พึงประสงค์ โดยจากชุดเครื่องมือการมองอนาคตในครั้งนี้ ผู้วิเคราะห์ได้เลือกใช้การวิเคราะห์แนวโน้มและแนวโน้มระดับโลก (Trend and Megatrend Analysis) ซึ่งเป็นการวิเคราะห์ทิศทางการเปลี่ยนแปลงด้านต่าง ๆ ในอนาคต ทั้งระยะสั้น ระยะปานกลาง และในระยะยาว

ขั้นตอนการวิเคราะห์แนวโน้มในครั้งนี้ใช้การวิเคราะห์เอกสารที่เลือกเก็บข้อมูลทุติยภูมิจากหลักฐานต่าง ๆ โดยกำหนดแนวทางและคัดเลือกแหล่งที่มาข้อมูลซึ่งครอบคลุมหลายช่วงเวลาติดต่อกัน โดยกำหนด “คำสำคัญ” (Keyword) ได้แก่ แนวโน้มประชากรในการสืบค้นข้อมูลในด้านต่าง ๆ โดยเฉพาะข้อมูลสถิติประชากรทางการทะเบียนราษฎร เพื่อกวาดหาสัญญาณแนวโน้มประชากรในวัยเรียน (Horizon Scanning) นอกจากนี้ ได้เลือกใช้เทคนิคบรรณมิติ (Bibliometrics) ซึ่งเป็นเทคนิคเชิงสถิติเชิงวิเคราะห์และจัดกลุ่มข้อมูลจำนวนมากจากเอกสารงานวิจัย เนื่องจากข้อมูลที่ใช้ในการวิเคราะห์มาจากงานวิจัยที่ได้รับการตีพิมพ์เผยแพร่ในวารสารทางวิชาการ และวิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนาหรือสถิติเชิงอนุมาน ด้วยเหตุนี้การศึกษาด้านบรรณมิติ จึงมีความสำคัญที่ใช้วิเคราะห์ข้อมูลสารสนเทศในครั้งนี้


สมมติฐานของงานวิจัย

แนวโน้มจำนวนประชากรในวัยเรียนก่อนระดับอุดมศึกษาในช่วงปี พ.. 2568 - 2587 ที่ลดลงอย่างต่อเนื่องเป็นตัวแปร ที่ส่งผลกระทบโดยตรงต่ออัตราการรับนักศึกษาของมหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ให้มีแนวโน้มลดลง และส่งผลให้ระดับการแข่งขันทางการตลาดในการรับนักศึกษาใหม่เข้าศึกษาต่อในระดับอุดมศึกษาเพิ่มสูงขึ้น


ผลการศึกษา

1. การคาดการณ์แนวโน้มจำนวนประชากรของประเทศไทย

มีข้อมูลอนาคตประชากรไทยที่หลายหน่วยงานได้มีการคาดการณ์ อาทิเช่น สถาบันบัณฑิตบริหารธุรกิจศศินทร์แห่งจุฬาลงกรณ์ (เกื้อ วงศ์บุญสิน และคณะ, 2565) ได้คาดประมาณแนวโน้มประชากรไทยเป็น 3 แนวโน้ม ดังต่อไปนี้

1) แปรผันปานกลาง (Medium Variant) แนวโน้มภาวะเจริญพันธุ์ช่วงปี พ.. 2553 - 2558 ถึงช่วงปี พ.. 2583 - 2588 ใช้ค่าจากการคาดประมาณประชากรของประเทศไทย พ.. 2553 - 2583 (ฉบับปรับปรุง) ของสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ

2) แปรผันสูง (High Variant) ปรับแนวโน้มภาวะเจริญพันธุ์ให้ลดลงกว่าแนวโน้มภาวะเจริญพันธุ์สำหรับการแปรผันปานกลาง โดยในช่วงปี พ.. 2558 - 2563 พบว่า ค่าภาวะเจริญพันธุ์มีความใกล้เคียงกับข้อมูลจากสถิติสาธารณสุขปี พ.. 2562 ที่พบอัตราเจริญพันธุ์อยู่ที่ 1.29

3) แปรผันต่ำ (Low Variant) โดยภาวะเจริญพันธุ์ใน 4 ช่วงปีแรกถูกตั้งค่าเหมือนกลุ่มแปรผันปานกลาง อย่างไรก็ตาม ตั้งแต่ช่วงปี พ.. 2558 - 2563 จนถึงช่วงปี พ.. 2593 - 2598 ตั้งค่าภาวะเจริญพันธุ์อยู่ที่ 1.6 โดยเป็นระดับภาวะเจริญพันธุ์เดียวกับประเทศสวีเดน

จากสมมุติฐานข้างต้น คาดว่า ประชากรไทยจะเริ่มลดลงราวปี พ.. 2566 .. 2573 และ พ.. 2578 สำหรับสมมุติฐานการแปรผันสูง ปานกลาง และต่ำ โดยในกรณีแปรผันสูงซึ่งภาวะเจริญพันธุ์อยู่ในระดับที่ลดลงอย่างต่อเนื่อง จะทำให้ประชากรในประเทศไทยมีประมาณ 65.4 ล้านคน ในปี พ.. 2568 ลดลงเหลือประมาณ 62 ล้านคนในปี พ.. 2588 และเหลือเพียง 55.9 ล้านคน ใน ปี พ.. 2598 ซึ่งเป็นการลดลงเกือบ 10 ล้านคน สอดคล้องกับข้อมูลขององค์การสหประชาชาติ (United Nations: UN) (เฉลิมพล แจ่มจันทร์, 2568) ที่ได้จัดกลุ่มประเทศทั่วโลกที่มีอัตราการเกิดกำลังลดลง โดยไทยเป็นประเทศเดียวในเขตภูมิภาคที่อยู่ในกลุ่มดังกล่าว นอกจากนั้น ประเทศอื่น ๆ ที่อยู่ในกลุ่มเดียวกันนี้ ส่วนใหญ่จะเป็นประเทศที่พัฒนาแล้ว หรือประเทศที่รายได้ค่อนข้างสูง ส่วนกลุ่มประเทศที่กำลังพัฒนาจะอยู่ในกลุ่มประเทศที่อัตราการเกิดยังไม่ถึงจุดต่ำสุด แต่ก็อาจจะถึงในอีก 30 - 40 ปีข้างหน้า ทั้งนี้ “อัตราการเจริญพันธุ์รวม” (Total Fertility Rate: TFR) ในปี พ.. 2567 อยู่เพียง 1.0 ซึ่งถ้าเทียบกับหลายประเทศจะอยู่ในกลุ่มประเทศที่ต่ำมาก ๆ เช่น เกาหลี สิงคโปร์ แต่เมื่อเทียบกับญี่ปุ่นที่มี TFR อยู่ที่ 1.2 พบว่า ไทยมีอัตราการเจริญพันธุ์รวมต่ำกว่าญี่ปุ่น


2. การคาดการณ์แนวโน้มจำนวนประชากรในวัยเรียนก่อนระดับอุดมศึกษา

2.1 การคาดการณ์แนวโน้มจำนวนประชากรในวัยเรียนของประเทศไทยโดยภาพรวม

จากข้อมูลสถิติประชากรทางการทะเบียนราษฎร สำนักบริหารการทะเบียน กรมการปกครอง พบข้อมูลจำนวนประชากรในวัยเรียนก่อนระดับอุดมศึกษา หรือที่มีอายุ 19 ปี - ต่ำกว่า 1 ปี ในช่วงปี พ.. 2568 - 2587 จำแนกตามอายุ ณ เดือนเมษายน 2568 ดังมีรายละเอียดตาม ดังมีรายละเอียดตาม ภาพที่ 2


ภาพที่ 2 จำนวนประชากรในวัยเรียนก่อนระดับอุดมศึกษาของประเทศไทยโดยภาพรวม

ที่มา: สำนักบริหารการทะเบียน กรมการปกครอง (2568)




จากภาพที่ 2 พบว่า ณ ปี พ.. 2568 ซึ่งเป็นปีปัจจุบัน มีประชากรที่อยู่ในวัยเรียนก่อนระดับอุดมศึกษา หรือที่มีอายุ 19 ปี - ต่ำกว่า 1 ปี อยู่จำนวน 793,489 คน โดยจะเริ่มมีจำนวนลดลงในแต่ละปีจนถึงปี พ.. 2578 จะมีจำนวนลดลงเหลือ 688,812 คน จนถึงปี พ.. 2582 จะมีจำนวนลดลงเหลือ 584,053 คน และในปี พ.. 2585 จะมีจำนวนลดลงเหลือ 495,787 คน โดยยังคงมีจำนวนลดลงอย่างต่อเนื่อง

2.2 การคาดการณ์แนวโน้มจำนวนประชากรในวัยเรียนก่อนระดับอุดมศึกษาจำแนกตามภูมิภาค

จากข้อมูลสถิติประชากรทางการทะเบียนราษฎร สำนักบริหารการทะเบียน กรมการปกครอง พบข้อมูลจำนวนประชากรในวัยเรียนก่อนระดับอุดมศึกษา หรือที่มีอายุ 19 ปี - ต่ำกว่า 1 ปี ในช่วงปี พ.. 2568 - 2587 แยกรายอายุ ณ เดือนเมษายน 2568 สามารถจำแนกตามภูมิภาค ดังมีรายละเอียดตาม ภาพที่ 3


ภาพที่ 3 จำนวนประชากรในวัยเรียนก่อนระดับอุดมศึกษาจำแนกตามภูมิภาค

ที่มา: สำนักบริหารการทะเบียน กรมการปกครอง (2568)


จากภาพที่ 3 พบว่า ณ ปี พ.. 2568 ซึ่งเป็นปีปัจจุบัน พบจำนวนประชากรที่อยู่ในวัยเรียนก่อนระดับอุดมศึกษา หรือที่มีอายุ 19 ปี - ต่ำกว่า 1 ปี ในช่วงปี พ.. 2568 - 2587 จำแนกตามภูมิภาค เรียงตามลำดับสูงสุดไปต่ำสุด ดังนี้ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคกลาง ภาคใต้ ภาคตะวันออก ภาคเหนือ และภาคตะวันตก


2.3 การคาดการณ์แนวโน้มจำนวนประชากรในวัยเรียนก่อนระดับอุดมศึกษาในเขตภาคใต้จำแนกรายจังหวัด

จากข้อมูลสถิติประชากรทางการทะเบียนราษฎร สำนักบริหารการทะเบียน กรมการปกครอง พบข้อมูลจำนวนประชากรในวัยเรียนก่อนระดับอุดมศึกษา หรือที่มีอายุ 19 ปี - ต่ำกว่า 1 ปี ในช่วงปี พ.. 2567 - 2587 ณ เดือนเมษายน 2568 ในเขตภาคใต้ โดยสามารถจำแนกตามจังหวัด ดังมีรายละเอียดตามภาพที่ 4


ภาพที่ 4 จำนวนประชากรในวัยเรียนก่อนระดับอุดมศึกษาในเขตภาคใต้จำแนกรายจังหวัด

ที่มา: สำนักบริหารการทะเบียน กรมการปกครอง (2568)


จากภาพที่ 4 พบว่า ณ ปี พ.. 2568 ซึ่งเป็นปีปัจจุบัน พบจำนวนประชากรที่อยู่ในวัยเรียนก่อนระดับอุดมศึกษา หรือมีอายุ 19 ปี - ต่ำกว่า 1 ปี ในเขตภาคใต้จำแนกตามจังหวัดเรียงตามลำดับสูงสุด 5 อันดับแรก ดังนี้ จังหวัดนครศรีธรรมราช จังหวัดสงขลา จังหวัดสุราษฎร์ธานี จังหวัดปัตตานี และจังหวัดนราธิวาส


3. การคาดการณ์ข้อมูลนักเรียนหลุดจากระบบการศึกษา

นอกเหนือจากปัญหาเด็กแรกเกิดที่มีจำนวนลดลงอย่างต่อเนื่องแล้ว ประเทศไทยยังพบปรากฎการณ์เด็กหรือนักเรียนหลุดออกนอกระบบการศึกษาหรือเด็กที่หายไประหว่างทาง โดยที่ผ่านมายังไม่มีเจ้าภาพชัดเจนว่าหน่วยงานใดทำหน้าที่ดูแลเด็กนอกระบบการศึกษา ข้อมูลที่มีทำได้เพียงประมาณการเท่านั้น แต่ด้วยความร่วมมือของหน่วยงานภาครัฐ ประกอบด้วย กระทรวงศึกษาธิการ กระทรวงมหาดไทย และกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) (ไทย พีบีเอส, 2567) ทำให้พบข้อมูลว่า มีเด็กไทยวัยเรียน (อายุ 3 - 18 ปี) กว่า 1.02 ล้านคนที่ไม่ปรากฎข้อมูลในระบบการศึกษาทุกรูปแบบ หรือคิดเป็นร้อยละ 8 ของจำนวนเด็กไทยวัยเรียนทั้งหมด 12.2 ล้านคน โดยในจำนวน 1.02 ล้านคนนี้กลับมีถึง 3.94 แสนคน (หรือคิดเป็นร้อยละ 38 ของเด็กที่หลุดจากระบบการศึกษา) ที่มีอายุอยู่ในช่วงวัยการศึกษาภาคบังคับ (อายุ 6 - 14 ปีขณะที่ช่วงวัยอนุบาล (อายุ 3 - 5 ปี) และช่วงวัยมัธยมศึกษาตอนปลาย (อายุ 15 - 18 ปี) มีจำนวนเด็กนอกระบบอยู่ในสัดส่วนใกล้เคียงกัน คือ ร้อยละ 31 เฉลี่ยชั้นปีละ 1 แสนคน นอกจากนี้ ยังพบว่า มีเด็กอีกจำนวน 2.8 ล้านคนที่ยังมีความเสี่ยงหลุดออกจากระบบการศึกษา เนื่องด้วยความไม่พร้อมของฐานะครอบครัวและอุปสรรคในชีวิตอื่น ๆ


4. อัตราการเรียนต่อระดับมัธยมศึกษาและอุดมศึกษา

เมื่อพิจารณาข้อมูลอัตราการเรียนต่อระดับชั้นมัธยมศึกษาและอุดมศึกษา โดยพิจารณาจากจำนวนนักเรียนระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย ประจำปีการศึกษา 2564 (สำนักงานปลัดกระทรวงศึกษาธิการ, 2567) พบรายละเอียดตามตารางที่ 1



ตารางที่ 1 อัตราการเรียนต่อระดับมัธยมศึกษาและอุดมศึกษา ปีการศึกษา 2565

จำนวนผู้จบ ป.6 .3 .6

และ ปวช.3

จำนวนผู้เรียนชั้น ม.1, .4/ปวช.1

และอุดมศึกษาปีที่ 1

อัตราการเรียนต่อชั้น ม.1, .4/ ปวช.1

และอุดมศึกษาปีที่ 1

ปีการศึกษา 2564

ปีการศึกษา 2565

ปีการศึกษา 2565



Transition Rate of G7, G10 and Higher Ed1st Year

Academic Year 2021

Academic Year 2022

Academic Year 2022

.6 (G6)

773,201

.1 (G7)

768,640

.1 (G7)

99.41

.3 (G9)

742,991

.4/ปวช.1 (G10)

707,897

.4/ปวช.1 (G10)

95.28



.4 (G10)

484,598

.4 (G10)

65.22



ปวช.1 (G10)

223,299

ปวช.1 (G10)

30.05

มัธยมศึกษาตอนปลาย

593,995

อุดมศึกษาปีที่ 1 (Higher Ed1st Yr.)

520,577

อุดมศึกษาปีที่ 1 (Higher Ed1st Yr.)

87.64

ปวช.3

193,003

ปวส.1 (Diploma in Vacational Ed1st Yr.)

171,013

ปวส.1 (Diploma in Vacational Ed1st Yr.)

28.79

.6 (G12)

400,992

ปริญญาตรีปีที่ 1 (Undergrad. 1st Yr.)

349,564

ปริญญาตรีปีที่ 1 (Undergrad. 1st Yr.)

58.85


จากตารางที่ 1 เมื่อพิจารณาข้อมูลจำนวนนักเรียนระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย ประจำปีการศึกษา 2564 ซึ่งมีด้วยกันจำนวน 593,995 คน จำแนกเป็นระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพ (ปวช.3) จำนวน 193,003 คน และระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 จำนวน 400,992 คน พบว่า ผู้เรียนจำนวน 520,577 คน หรือคิดเป็นร้อยละ 87.64 ศึกษาต่อในระดับอุดมศึกษาปีที่ 1 ประจำปีการศึกษา 2565 โดยผู้เรียนจำนวน 171,013 คน หรือคิดเป็นร้อยละ 28.79 ศึกษาต่อในระดับประกาศนียบัตรชั้นสูง และผู้เรียนจำนวน 349,564 คน คิดเป็นร้อยละ 58.85 ศึกษาต่อระดับปริญญญาตรีปีที่ 1 ซึ่งจะได้ใช้เป็นข้อมูลประกอบการมองอนาคตเพื่อการคาดการณ์การรับนักศึกษาระดับปริญญาตรีของมหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ในครั้งนี้

5. การคาดการณ์แนวโน้มการเรียนต่อระดับมัธยมศึกษาของนักเรียนในเขตภาคใต้

จากสถิติข้อมูลทางการศึกษา ประจำปีการศึกษา 2567 ของสำนักนโยบายและแผนการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขึ้นพื้นฐาน, 2567) (สนผ.สพฐ) ได้มีการรายงานจำนวนนักเรียนจำแนกตามระดับการศึกษาและชั้นเรียน ประจำปีการศึกษา 2567 รวมทั้งสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา (สพท.) ทั้งในส่วนของสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา (สพป.) และสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา (สพม.) ในเขตพื้นที่ต่าง ๆ ทั่วประเทศ ทั้งนี้ หากพิจารณาเฉพาะในเขตพื้นที่ภาคใต้ พบรายละเอียดตาม ตารางที่ 2


ตารางที่ 2 จำนวนนักเรียนในเขตพื้นที่ภาคใต้ ประจำปีการศึกษา 2567 - 2581

ปี พ..

2581

2580

2579

2578

2577

2576

2575

2574

2573

2572

2571

2570

2569

2568

2567

อายุ

4

5

6

7

8

9

10

11

12

13

14

15

16

17

18

สพท.

ก่อนประถม

ประถมศึกษา

มัธยมศึกษาตอนต้น

มัธยมศึกษาตอนปลาย


.1

.2

.3

.1

.2

.3

.4

.5

.6

.1

.2

.3

.4

.5

.6

รวม สพป.

22,347

53,441

62,559

77,920

75,184

78,557

81,118

83,785

86,828

19,519

17,007

16,227

334

341

239

รวม สพม.

-

-

-

-

-

-

-

-

-

57,746

54,496

53,011

48,151

45,751

43,117

รวมทั้งสิ้น

22,347

53,441

62,559

77,920

75,184

78,557

81,118

83,785

86,282

77,265

71,265

69,238

48,455

46,092

43,356

คาดการณ์1

9,506

22,732

26,610

33,144

31,981

33,415

34,505

35,639

36,701

32,866

30,415

29,451

28,516

27,125

25,515

คาดการณ์2

8,555

20,459

23,949

29,830

28,783

30,074

31,054

32,075

33,031

29,579

27,373

26,506

25,664

24,413

22,964

แผนรับ นศ.

3,700

3,700

3,700

3,700

3,700

3,700

3,700

3,700

3,700

3,700

3,700

3,653

3,653

3,499

3,418

ร้อยละ

43.2

18.1

15.4

12.4

12.9

12.3

11.9

11.5

11.2

12.5

13.5

13.8

14.2

14.3

14.9

หมายเหตุ 1เป็นข้อมูลคาดการณ์จำนวนนักเรียนในเขตภาคใต้ที่จะศึกษาต่อในระดับปริญญาตรี

2เป็นข้อมูลคาดการณ์จำนวนนักเรียนในเขตภาคใต้ที่จะศึกษาต่อในระดับปริญญาตรีที่มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์


จากตารางที่ 2 สามารถคาดการณ์อัตราการเรียนต่อของนักเรียนในระดับมหาวิทยาลัยในเขตภาคใต้ โดยข้อมูลจะประกอบด้วยจำนวนนักเรียนหัวจริง ประจำปีการศึกษา 2567 - 2581 ในระดับชั้นมัธยมศึกษาตอนปลาย (มัธยมศึกษาปีที่ 4 - 6) และมัธยมศึกษาตอนต้น (มัธยมศึกษาปีที่ 1 - 3) ซึ่งสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา (สพม.) ในเขตพื้นที่ภาคใต้ และ ในระดับชั้นประถมศึกษา (ประถมศึกษาปีที่ 1 - 6) และก่อนประถมศึกษา (อนุบาล 1 - 3) ซึ่งสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา (สพป.) ในเขตพื้นที่ภาคใต้ โดยหากพิจารณาจากข้อมูล พบว่า จำนวนนักเรียนในระดับประถมศึกษาปีที่ 1 - 6 ซึ่งอยู่ในช่วงปีการศึกษา 2573 - 2578 รวมทั้งนักเรียนในระดับชั้นมัธยมศึกษาตอนต้นปีที่ 1 - 3 ในช่วงปีการศึกษา 2570 - 2572 พบว่า มีจำนวนประมาณเจ็ดหมื่นถึงแปดหมื่นคน แต่เมื่อพิจารณาจากจำนวนนักศึกษาในระดับมัธยมศึกษาตอนปลายปีที่ 4 - 6 (ปีการศึกษา 2567 - 2569) พบว่า มีจำนวนประมาณสี่หมื่นคน ซึ่งหากพิจารณาร่วมกับข้อมูลอัตราการเรียนต่อระดับมัธยมศึกษาและอุดมศึกษา ดังรายละเอียดตามตารางที่ 2 โดยประมาณการจากจำนวนนักเรียนในระดับประถมศึกษาปีที่ 1 - 6 และในระดับชั้นมัธยมศึกษาตอนต้นปีที่ 1 - 3 เพื่อประกอบการคาดการณ์จำนวนนักเรียนที่จะศึกษาต่อในระดับมัธยมศึกษาตอนปลายปีที่ 4 ซึ่งคิดเป็นร้อยละ 65.22 และจำนวนนักศึกษาชั้นมัธยมศึกษาตอนปลายปีที่ 4 - 6 ที่จะศึกษาต่อในระดับอุดมศึกษาในระดับปริญญาตรี ชั้นปีที่ 1 ซึ่งคิดเป็นร้อยละ 58.85 คาดการณ์จำนวนนักเรียนในเขตพื้นที่ภาคใต้ในปีการศึกษา 2567 - 2578 ที่จะศึกษาต่อในระดับปริญญาตรีประมาณสามหมื่นคน แต่ตั้งแต่ปีการศึกษา 2579 จะลดลงเหลือสองหมื่นคน และตั้งแต่ปีการศึกษา 2581 เป็นต้นไปจะลดลงเหลือจำนวนแปดพันคน


6. การคาดการณ์แนวโน้มประชากรในวัยเรียนก่อนระดับอุดมศึกษากับการรับนักศึกษาระดับปริญญาตรีของมหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์

6.1 การเข้าศึกษาต่อในระดับปริญญาตรี มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์

จากสถิติข้อมูลจำนวนนักศึกษาใหม่ระดับปริญญาตรี ประจำปีการศึกษา 2562 - 2567 มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ จำแนกตามภูมิภาค พบรายละเอียดดัง ภาพที่ 5


ภาพที่ 5 จำนวนนักศึกษาใหม่ระดับปริญญาตรี มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ ประจำปีการศึกษา 2562 - 2567 จำแนกตามภูมิภาค

ที่มา: ส่วนแผนงานและยุทธศาสตร์ มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ (2568)


จากภาพที่ 5 เมื่อพิจารณาข้อมูลจำนวนนักศึกษาใหม่ระดับปริญญาตรี ประจำปีการศึกษา 2562 - 2567 มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ จำแนกตามภูมิภาค พบว่า นักศึกษาใหม่ส่วนใหญ่ มากกว่าร้อยละ 90 มีภูมิลำเนาในเขตภาคใต้ โดยในปีการศึกษา 2567 มีจำนวนเพิ่มขึ้นถึงร้อยละ 94.8 รองลงมา มีภูมิลำเนาในเขตกรุงเทพและปริมณฑล และภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคตะวันตก ภาคตะวันออก ภาคกลาง และภาคเหนือ ตามลำดับ โดยนักศึกษาใหม่ที่ภูมิลำเนาในภาคเหนือมีจำนวนลดลงจากปีที่ผ่าน ๆ มาและจากสถิติข้อมูลจำนวนนักศึกษาใหม่ระดับปริญญาตรีซึ่งส่วนใหญ่มีภูมิลำเนาอยู่ในเขตภาคใต้ โดยหากพิจารณาจำแนกตามจังหวัด พบรายละเอียดดังตารางที่ 3


ตารางที่ 3 จำนวนนักศึกษาใหม่มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ระดับปริญญาตรี ประจำปีการศึกษา 2562 - 2567 ที่มีภูมิลำเนาอยู่ในเขตภาคใต้จำแนกตามจังหวัด

จังหวัดในภาคใต้

2562

2563

2564

2565

2566

2567

นครศรีธรรมราช

661

788

947

1,067

1,218

1,294

สุราษฎร์ธานี

167

247

322

396

399

437

สงขลา

93

218

264

289

264

244

ตรัง

127

170

211

247

226

232

กระบี่

99

107

133

192

202

191

ชุมพร

52

75

118

174

112

155

ภูเก็ต

64

77

121

105

81

122

ปัตตานี

44

84

93

105

90

119

พังงา

45

103

90

112

94

109

นราธิวาส

56

68

72

110

111

101

พัทลุง

50

80

100

124

102

92

สตูล

54

67

55

73

101

77

ยะลา

56

104

69

87

87

72

ระนอง

19

27

46

50

33

35

เทียบเป็นร้อยละ

90.7

90.1

88.5

86.2

91.0

94.8


จากตารางที่ 3 เมื่อพิจารณาข้อมูลจำนวนนักศึกษาใหม่ระดับปริญญาตรี ประจำปีการศึกษา 2562 - 2567 มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ ที่มีภูมิภาคในเขตภาคใต้ ซึ่งพบว่ามีแนวโน้มสูงอย่างชัดเจนตั้งแต่ปีการศึกษา 2567 โดยนักศึกษาใหม่ส่วนใหญ่มีภูมิลำเนาอยู่ในจังหวัด 5 อันดับแรกเรียงตามลำดับ ดังนี้ จังหวัดนครศรีธรรมราช จังหวัดสุราษฎร์ธานี จังหวัดสงขลา จังหวัดตรัง และจังหวัดกระบี่


7. การวิเคราะห์การแข่งขันทางการตลาด

การวิเคราะห์การแข่งขันทางการตลาด (Competitive Analysis) ในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อวิเคราะห์การแข่งขัน ที่เกี่ยวข้องกับการระบุคู่แข่งโดยตรง ทั้งนี้ เพื่อให้ได้ข้อมูลประกอบการแข่งขันและปรับปรุงกลยุทธ์ด้านการดำเนินการรับนักศึกษาระดับปริญญาตรีของมหาวิทยาลัย ในแง่ของส่วนแบ่งการตลาด การเปรียบเทียบราคา และตำแหน่งในภูมิทัศน์ตลาด โดยจากสถิติข้อมูลจำนวนนักศึกษาใหม่ระดับปริญญาตรี ปีการศึกษา 2562 - 2567 มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ จำแนกตามภูมิภาค ซึ่งพบว่า นักศึกษาใหม่ส่วนใหญ่มีภูมิลำเนาในเขตภาคใต้ รองลงมามีภูมิลำเนาในเขตกรุงเทพและปริมณฑล ดังนั้น การวิเคราะห์คู่แข่งทางการตลาดของมหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ในครั้งนี้ จึงแบ่งออกเป็น 2 กลุ่ม คือ 1) กลุ่มมหาวิทยาลัยชื่อดังในเขตภาคใต้ ซึ่งประกอบการพิจารณาในแง่ของการเป็นส่วนแบ่ง และตำแหน่งภูมิทัศน์ตลาด และ 2) กลุ่มมหาวิทยาลัยเอกชนชื่อดังในเขตกรุงเทพและปริมณฑล ซึ่งประกอบการพิจารณาในแง่ของ การเปรียบเทียบราคา ด้วยอัตราค่าธรรมเนียมการศึกษาของมหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ในบางหลักสูตรค่อนข้างสูงและมีอัตราใกล้เคียงมหาวิทยาลัยเอกชน จึงพิจารณาในกลุ่มของนักศึกษาที่ครอบครัวมีสถานะทางเศรษฐกิจและมีความสามารถในการจ่ายค่าธรรมเนียมการศึกษา ซึ่งส่วนใหญ่อยู่ในกลุ่มของมหาวิทยาลัยเอกชน



7.1 การเข้าศึกษาต่อระดับปริญญาตรีของมหาวิทยาลัยชื่อดังในเขตภาคใต้

จากสถิติข้อมูลจำนวนนักศึกษาใหม่ระดับปริญญาตรีของมหาวิทยาลัยชื่อดังในเขตภาคใต้ ประจำปีการศึกษา 2562 - 2566 จำนวน 4 มหาวิทยาลัย ประกอบด้วย มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลศรีวิชัย มหาวิทยาลัยทักษิณ และมหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ ตามระบบเผยแพร่สารสนเทศอุดมศึกษา (กองนโยบายยุทธศาสตร์ และแผน มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์, 2568) พบรายละเอียดดังภาพที่ 6


ภาพที่ 6 จำนวนนักศึกษาใหม่ระดับปริญญาตรีของมหาวิทยาลัยชื่อดังในเขตภาคใต้ ประจำปีการศึกษา 2562 - 2566


จากภาพที่ 6 แสดงจำนวนนักศึกษาใหม่ระดับปริญญาตรีของมหาวิทยาลัยชื่อดังในเขตภาคใต้ทั้ง 4 มหาวิทยาลัย ประจำปีการศึกษา 2562 - 2566 พบว่า มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์สามารถรับนักศึกษาใหม่ระดับปริญญาตรีได้สูงสุด ซึ่งมีจำนวนต่ำสุดถึงสูงสุดอยู่ที่ 8,218 - 9,277 คน โดยมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลศรีวิชัยสามารถรับนักศึกษาใหม่ระดับปริญญาตรีรองลงมา ซึ่งมีจำนวนต่ำสุดถึงสูงสุดอยู่ที่ 4,466 - 5,113 คน แต่ทั้งนี้มีแนวโน้มที่จะรับนักศึกษาใหม่ระดับปริญญาตรีในจำนวนที่ลดลง ในขณะที่มหาวิทยาลัยทักษิณ สามารถรับนักศึกษาใหม่ระดับปริญญาตรีจำนวนต่ำสุดถึงสูงสุดอยู่ที่ 4,017 - 4,779 คน โดยมีแนวโน้มที่จะรับนักศึกษาใหม่ระดับปริญญาตรีในจำนวนที่เพิ่มขึ้น เช่นเดียวกับมหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ซึ่งสามารถรับนักศึกษาใหม่ระดับปริญญาตรีจำนวนต่ำสุดถึงสูงสุดอยู่ที่ 1,709 - 3,880 คน โดยตั้งแต่ปีการศึกษา 2563 เป็นต้นมา สามารถรับนักศึกษาระดับปริญญาตรีได้เพิ่มขึ้นและสูงกว่าแผนการรับนักศึกษาที่ตั้งไว้ประมาณ 3,500 คน


7.2 การเข้าศึกษาต่อระดับปริญญาตรีของมหาวิทยาลัยในกำกับของรัฐจำแนกตามภูมิภาค

จากสถิติข้อมูลจำนวนนักศึกษาใหม่ระดับปริญญาตรี ประจำปีการศึกษา 2562 - 2566 ของมหาวิทยาลัยในกำกับของรัฐตั้งแต่เริ่มมีการก่อตั้งมหาวิทยาลัย จำนวน 3 มหาวิทยาลัยที่มีที่ตั้งอยู่ตามภูมิภาคต่าง ๆ ประกอบด้วย มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี ซึ่งมีที่ตั้งอยู่ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวงซึ่งมีที่ตั้งอยู่ในภาคเหนือ และมหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ซึ่งมีที่ตั้งอยู่ในภาคใต้ ตามระบบเผยแพร่สารสนเทศอุดมศึกษา (กองนโยบายยุทธศาสตร์ และแผน มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์, 2568) พบรายละเอียดดังภาพที่ 7


ภาพที่ 7 จำนวนนักศึกษาใหม่ระดับปริญญาตรีของมหาวิทยาลัยในกำกับของรัฐจำแนกตามภูมิภาค ประจำปีการศึกษา 2562 - 2565


จากภาพที่ 7 แสดงจำนวนนักศึกษาใหม่ระดับปริญญาตรีของมหาวิทยาลัยในกำกับของรัฐทั้ง 3 มหาวิทยาลัย ประจำปีการศึกษา 2562 - 2565 พบว่า มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวงสามารถรับนักศึกษาใหม่ระดับปริญญาตรีได้สูงสุด ซึ่งมีจำนวนต่ำสุดถึงสูงสุดอยู่ที่ 3,735 - 4,267 คน โดยมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารีสามารถรับนักศึกษาใหม่ระดับปริญญาตรีรองลงมา ซึ่งมีจำนวนต่ำสุด ถึงสูงสุดอยู่ที่ 3,315 - 3,805 คน ในขณะที่มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์สามารถรับนักศึกษาใหม่ระดับปริญญาตรีจำนวนต่ำสุดถึงสูงสุด อยู่ที่1,709 - 3,880 คน โดยตั้งแต่ปีการศึกษา 2563 เป็นต้นมา สามารถรับนักศึกษาระดับปริญญาตรีได้เพิ่มขึ้นและสูงกว่าแผนการรับนักศึกษาที่ตั้งไว้ประมาณ 3,500 คน และมีจำนวนใกล้เคียงกับมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารีในปีการศึกษา 2565 แต่ทั้งนี้พบว่า ในปีการศึกษา 2566 มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวงและมหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์รับนักศึกษาใหม่ระดับปริญญาตรีในจำนวนที่ลดลง ในขณะที่มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารีสามารถรับนักศึกษาใหม่ระดับปริญญาตรีสามารถรับนักศึกษาได้สูงกว่าปีที่ผ่าน ๆ มา โดยมีจำนวนอยู่ที่ 4,897 คน


7.3 การเข้าศึกษาต่อในระดับปริญญาตรี มหาวิทยาลัยเอกชนชื่อดัง ประจำปีการศึกษา 2562 - 2566

จากสถิติข้อมูลจำนวนนักศึกษาใหม่ระดับปริญญาตรีของมหาวิทยาลัยเอกชนชื่อดัง จำนวน 5 มหาวิทยาลัย ประกอบด้วย มหาวิทยาลัยกรุงเทพ มหาวิทยาลัยศรีปทุม มหาวิทยาลัยรังสิต มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย และมหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิต ประจำปีการศึกษา 2562 - 2566 ตามระบบเผยแพร่สารสนเทศอุดมศึกษา (กองนโยบายยุทธศาสตร์ และแผน มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์, 2568) พบรายละเอียดดัง ภาพที่ 8



ภาพที่ 8 จำนวนนักศึกษาใหม่ระดับปริญญาตรีของมหาวิทยาลัยเอกชนชื่อดัง ประจำปีการศึกษา 2562 - 2566



จากภาพที่ 8 แสดงจำนวนนักศึกษาใหม่ระดับปริญญาตรีของมหาวิทยาลัยเอกชนชื่อดัง จำนวนทั้ง 5 มหาวิทยาลัย ประจำปีการศึกษา 2562 - 2566 พบว่า มหาวิทยาลัยกรุงเทพสามารถรับนักศึกษใหม่ระดับปริญญาตรีได้สูงที่สุด ซึ่งมีจำนวนต่ำสุดถึงสูงสุดอยู่ที่ 8,587 - 12,558 คน โดยมหาวิทยาลัยศรีปทุมสามารถรับนักศึกษาใหม่ระดับปริญญาตรีรองลงมา ซึ่งมีจำนวนต่ำสุดถึงสูงสุดอยู่ที่ 6,960 - 12,036 คน ในขณะที่มหาวิทยาลัยรังสิต สามารถรับนักศึกษาใหม่ระดับปริญญาตรีจำนวนต่ำสุดถึงสูงสุดอยู่ที่ 4,519 - 8,289 คน มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย สามารถรับนักศึกษาใหม่ระดับปริญญาตรีจำนวนต่ำสุดถึงสูงสุดอยู่ที่ 4,456 - 5,838 คน และมหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิต สามารถรับนักศึกษาใหม่ระดับปริญญาตรีจำนวนต่ำสุดถึงสูงสุดอยู่ที่ 2,744 - 4,311 คน ซึ่งหากพิจารณาโดยภาพรวม พบว่า มหาวิทยาลัยเอกชนยังคงมีแนวโน้มที่จะรับนักศึกษาใหม่ระดับปริญญาตรีในจำนวนที่เพิ่มขึ้นทุกปี


สรุปและอภิปรายผลการศึกษา

สรุปผลการศึกษา

1. การคาดการณ์แนวโน้มจำนวนประชากรในวัยเรียนก่อนระดับอุดมศึกษาในระดับประเทศและในเขตภาคใต้

จากข้อมูลประชากรในกลุ่มอายุ 19 ปี - ต่ำกว่า 1 ปี ในช่วงปี พ.. 2568 - 2587 ซึ่งเป็นประชากรวัยเรียนตั้งแต่ระดับอนุบาล 1 (ปี พ.. 2585) จนถึงระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย ในชั้นปีที่ 6 (ปี พ.. 2568) รวมทั้งระดับวัยก่อนเรียน (อายุ 3 - 0 ปี) ปี พ.. 2584 - 2587 พบสถานการณ์จำนวนเด็กแรกเกิดและเด็กในวัยเรียนในประเทศไทยลดลงอย่างต่อเนื่อง โดยจำนวนเด็กแรกเกิดต่ำกว่า 6 แสนคน ตั้งแต่ปี พ.. 2578 และลดลงต่ำลงมาจนถึงจำนวนที่ต่ำกว่า 5 แสนคนในปี พ.. 2582 เป็นปีแรก และได้ลดลงมาต่ำกว่า 4 แสนคนในปี พ.. 2585 เป็นปีแรก และมีจำนวนลดลงอย่างต่อเนื่อง เมื่อพิจารณาประชากรในวัยเรียนจำแนกตามภูมิภาค พบว่า ประชากรในวัยเรียนก่อนระดับอุดมศึกษา รวมทั้งก่อนวัยเรียนส่วนใหญ่มีภูมิลำเนาอยู่ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ รองลงมาอยู่ในภาคกลาง และอยู่ในภาคใต้ ภาคตะวันออก ภาคเหนือ และภาคตะวันตก ตามลำดับ และเมื่อพิจารณาเฉพาะในเขตภาคใต้ พบว่ามีประชากรที่อยู่ในวัยเรียนก่อนระดับอุดมศึกษาและก่อนวัยเรียนจำแนกตามจังหวัดเรียงตามลำดับสูงสุดไปต่ำสุด 5 อันดับแรก ดังนี้ จังหวัดนครศรีธรรมราช จังหวัดสงขลา จังหวัดสุราษฎร์ธานี จังหวัดปัตตานี และจังหวัดนราธิวาส


2. การคาดการณ์การศึกษาต่อระดับมัธยมศึกษาของนักเรียนในเขตภาคใต้

จากสถิติข้อมูลทางการศึกษา ประจำปีการศึกษา 2567 ของสำนักนโยบายและแผนการศึกษาขั้นพื้นฐาน สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขึ้นพื้นฐาน 2567 (สนผ.สพฐ) สามารถคาดการณ์อัตราการเรียนต่อของนักเรียนในระดับมหาวิทยาลัยในเขตภาคใต้ โดยคาดการณ์เฉพาะจำนวนนักเรียนในเขตพื้นที่ภาคใต้ที่จะศึกษาต่อในระดับปริญญาตรีในช่วงปีการศึกษา 2567 - 2578 ซึ่งจะมีจำนวนประมาณสามหมื่นคน แต่ตั้งแต่ปีการศึกษา 2579 จะลดลงเหลือสองหมื่นคน และตั้งแต่ปีการศึกษา 2581 เป็นต้นไปจะลดลงเหลือจำนวนแปดพันคน และหากแผนการรับนักศึกษาระดับปริญญาตรีของมหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ ประจำปีการศึกษา 2567 - 2581 ซึ่งอยู่ที่ประมาณ 3,500 - 3,700 คน โดยเมื่อนำมาเปรียบเทียบกับคาดการณ์จำนวนการรับนักเรียนในเขตพื้นที่ภาคใต้ในปีการศึกษา 2567 - 2578 ที่จะศึกษาต่อในระดับปริญญาตรีที่มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ คิดเป็นร้อยละสูงสุดไม่เกิน 13.7 แต่ตั้งแต่ปีการศึกษา 2579 และ 2580 จะเพิ่มขึ้นคิดเป็นร้อยละ 15.4 และ 18.0 ตามลำดับ และเพิ่มขึ้นเป็นร้อยละ 43.1 ในปีการศึกษา 2581 โดยเมื่อพิจารณาจากข้อมูลการคาดการณ์แนวโน้มจำนวนประชากรและประชากรในวัยเรียนก่อนระดับอุดมศึกษา (อายุ 19 ปี - ต่ำกว่า 1 ปี ในปี พ.. 2568 - 2587) พบว่า ในช่วงปี พ.. 2581 เป็นต้นไป มีจำนวนเด็กแรกเกิดลดลงจากเดิมที่เกิดปีละหกแสนคนเหลือปีละ ห้าแสนคน โดยมีจำนวนการลดลงอย่างต่อเนื่อง และตั้งแต่ปี พ.. 2585 ลดลงเหลือปีละสี่แสนคน




3. การคาดการณ์แนวโน้มการรับนักศึกษาใหม่ระดับปริญญาตรีกับการการแข่งขันทางการตลาดของมหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์

จากสถิติข้อมูลจำนวนนักศึกษาใหม่มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ ระดับปริญญาตรี จำแนกตามภูมิภาคที่ผ่านมา พบว่า นักศึกษาใหม่ส่วนใหญ่ มากกว่าร้อยละ 90 มีภูมิลำเนาในเขตภาคใต้ โดยเมื่อพิจารณาจำแนกตามจังหวัด ซึ่งพบว่า นักศึกษาใหม่ ส่วนใหญ่มีภูมิลำเนาอยู่ในจังหวัด 5 อันดับแรก เรียงตามลำดับ ดังนี้ จังหวัดนครศรีธรรมราช จังหวัดสุราษฎร์ธานี จังหวัดสงขลา จังหวัดตรัง และจังหวัดกระบี่ และเมื่อพิจารณาร่วมกับข้อมูลจำนวนนักศึกษาใหม่ระดับปริญญาตรี มหาวิทยาลัยชื่อดังในเขตภาคใต้ จำนวน 3 มหาวิทยาลัย ประกอบด้วย มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลศรีวิชัย มหาวิทยาลัยทักษิณ พบว่า มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์สามารถรับนักศึกษาใหม่ระดับปริญญาตรีได้สูงสุด รองลงมา ได้แก่ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลศรีวิชัย มหาวิทยาลัยทักษิณ และมหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ตามลำดับ โดยทุกมหาวิทยาลัยมีแนวโน้มรับนักศึกษาใหม่ได้เพิ่มขึ้น ยกเว้นมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลศรีวิชัยที่มีแนวโน้มที่จะรับนักศึกษาใหม่ระดับปริญญาตรีในจำนวนที่ลดลง ทั้งนี้ ในส่วนของมหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์สามารถรับนักศึกษาได้เพิ่มขึ้นและสูงกว่าแผนการรับนักศึกษาที่ตั้งไว้ประมาณ 3,500 คน แต่หากพิจารณาเปรียบเทียบแผนและผลการรับนักศึกษาซึ่งมีจำนวนต่ำกว่ามหาวิทยาลัยชื่อดังในเขตภาคใต้ทั้งสามมหาวิทยาลัย ด้วยมหาวิทยาลัย วลัยลักษณ์มีนโยบายการรับนักศึกษาที่เน้นคุณภาพมากกว่าปริมาณ โดยกำหนดคะแนนเฉลี่ยขั้นต่ำในการรับนักศึกษาของแต่ละหลักสูตร ส่งผลต่อจำนวนรับนักศึกษาที่ต่ำกว่าเมื่อเทียบกับมหาวิทยาลัยชื่อดังในเขตภาคใต้

โดยหากพิจารณาข้อมูลจำนวนนักศึกษาใหม่ระดับปริญญาตรีของมหาวิทยาลัยอื่น ๆ ที่มีที่ตั้งอยู่ในภูมิภาคต่าง ๆ ประกอบด้วย 2 กลุ่ม คือ มหาวิทยาลัยในกำกับของรัฐตั้งแต่เริ่มมีการก่อตั้งมหาวิทยาลัย จำนวน 3 มหาวิทยาลัย ประกอบด้วย มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง และมหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ พบว่า ทั้ง 3 มหาวิทยาลัยสามารถรับนักศึกษาใหม่ระดับปริญญาตรี ประจำปีการศึกษา 2562 - 2565 ได้เพิ่มขึ้นเกือบทุกมหาวิทยาลัย แต่ทั้งนี้ พบว่า ในปีการศึกษา 2566 มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวงและมหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์รับนักศึกษาใหม่ระดับปริญญาตรีในจำนวนที่ลดลง แต่ยังคงสูงกว่าแผนการรับนักศึกษาที่ตั้งไว้ เช่นเดียวกับการรับนักศึกษาใหม่ระดับปริญญาตรี ประจำปีการศึกษา 2562 - 2566 ของมหาวิทยาลัยเอกชนชื่อดัง จำนวน 5 มหาวิทยาลัย พบว่า มหาวิทยาลัยกรุงเทพสามารถรับนักศึกษใหม่ระดับปริญญาตรีได้สูงที่สุด โดยมหาวิทยาลัยศรีปทุมสามารถรับนักศึกษาใหม่ระดับปริญญาตรีรองลงมา และมหาวิทยาลัยรังสิต มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย และมหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิต ตามลำดับ ซึ่งหากพิจารณาโดยภาพรวม พบว่า มหาวิทยาลัยเอกชนยังคงมีแนวโน้มที่จะรับนักศึกษาใหม่ระดับปริญญาตรีในจำนวนที่เพิ่มขึ้นทุกปี


อภิปรายผล

1. การคาดการณ์แนวโน้มจำนวนประชากรในวัยเรียนก่อนระดับอุดมศึกษาในระดับประเทศและในเขตภาคใต้

จากสถานการณ์จำนวนเด็กเกิดและเด็กในวัยเรียนในประเทศไทยลดลงอย่างต่อเนื่อง โดยจำนวนเด็กเกิดต่ำกว่า 6 แสนคน ตั้งแต่ปี พ.. 2578 และลดลงต่ำลงมาจนมีจำนวนต่ำกว่า 5 แสนคน ในปี พ.. 2582 เป็นปีแรก และได้ลดลงมาต่ำกว่า 4 แสนคนในปี พ.. 2585 เป็นปีแรกและยังคงลดลงอย่างต่อเนื่อง สอดคล้องกับค่านิยมของคนไทยรุ่นใหม่ที่ตัดสินใจไม่มีลูกหรือมีน้อยลง ด้วยสาเหตุทั้งวิถีชีวิตและทัศนคติในการใช้ชีวิตของคนรุ่นใหม่ที่ต้องการใช้ชีวิตอย่างอิสระมากขึ้น รวมทั้งการที่รัฐบาลมีนโยบายรับรองความสัมพันธ์ของคู่รักเพศเดียวกันและยอมรับความหลากหลายทางเพศด้วยการประกาศใช้กฎหมายสมรสเท่าเทียม และที่สำคัญ คือ ค่าครองชีพที่สูงขึ้น แต่รายได้เพิ่มขึ้นไม่ทัน โดยค่าใช้จ่ายในการเลี้ยงดูเด็กตั้งแต่แรกเกิดจนจบปริญญาตรีในสถาบันการศึกษาของรัฐบาลที่สูงถึงประมาณ 1.6 ล้านบาทต่อคน หรือคิดเป็น 6.3 เท่าของรายได้ต่อหัวต่อปีของประชากร (GDP per Capita) ในปี พ.. 2565 และจะเพิ่มขึ้นเป็นเท่าตัวหากเข้าเรียนในสถานศึกษาของเอกชน (ธนาคารแห่งประเทศไทย, 2566) ยิ่งทำให้คนตัดสินใจมีลูกน้อยลงส่งผลต่อการเข้าสู่สังคมสูงอายุแบบสุดยอด (Hyper Aged Society) ภายในปี พ.. 2584 สถานการณ์ดังกล่าวจะส่งผลกระทบกับการลดลงของประชากรในวัยเรียนก่อนระดับอุดมศึกษาโดยภาพรวมและในระดับภูมิภาค โดยเฉพาะในเขตภาคใต้ซึ่งเป็นเขตที่ตั้งของมหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ โดยจากสถิติข้อมูลทางการศึกษา ประจำปีการศึกษา 2567 ของสำนักนโยบายและแผนการศึกษาขั้นพื้นฐาน สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขึ้นพื้นฐาน (สนผ.สพฐ) สามารถคาดการณ์จำนวนนักเรียนในระบบการศึกษาในเขตภาคใต้มีจำนวนลดลง ซี่งจะส่งผลกระทบต่ออัตราการศึกษาต่อในระดับอุดมศึกษาของนักเรียนในระดับมหาวิทยาลัยในเขตภาคใต้อย่างชัดเจนและมีนัยสำคัญตั้งแต่ปี พ.. 2581 เป็นต้นไป สอดคล้องกับจำนวนประชากรในวัยเรียนก่อนระดับอุดมศึกษาทั้งประเทศ ซึ่งพบว่า จะเข้าสู่สภาวะวิกฤตตั้งแต่ปี พ.. 2582 เป็นต้นไป โดยเฉพาะตั้งแต่การเข้าสู่สังคมสูงอายุแบบสุดยอด (Hyper Aged Society) ภายในปี พ.. 2584 (วิชช์ เกษมศัพท์, 2565) โดยในปี พ.. 2585 เป็นปีแรกที่เด็กแรกเกิดลดลงเหลือปีละสี่แสนคน


2. การคาดการณ์แนวโน้มการรับนักศึกษาใหม่ระดับปริญญาตรีและการแข่งขันทางการตลาดของมหาวิทยาลัย

วลัยลักษณ์

ผลกระทบจากจำนวนเด็กแรกเกิดลดลงอย่างต่อเนื่องจะส่งผลกระทบกับประชากรในวัยเรียน โดยเฉพาะระดับก่อนอุดมศึกษา นอกจากนี้ ปรากฎการณ์เด็กหลุดออกนอกระบบการศึกษาหรือเด็กที่หายไประหว่างทางก็จะส่งผลกระทบกับประชากรในวัยเรียนลดลงอีกจำนวนหนึ่ง คิดเป็นร้อยละ 4.73 โดยหากพิจารณาจากข้อมูลจำนวนเด็กที่หลุดจากระบบการศึกษาด้วยปัญหาความยากจน พบว่า จังหวัดในเขตภาคใต้จะมีเด็กที่หลุดจากระบบการศึกษาระดับมากที่สุด จำนวน 4 จังหวัด ได้แก่ จังหวัดปัตตานี จังหวัดนราธิวาส จังหวัดยะลา รวมทั้งจังหวัดภูเก็ต (กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา, 2566) โดยหากพิจารณาจากข้อมูลการรับนักศึกษาใหม่ระดับปริญญาตรีของมหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ พบว่า นักศึกษาใหม่ส่วนหนึ่งมีภูมิลำเนาอยู่ในจังหวัดปัตตานี จังหวัดนราธิวาส จังหวัดยะลา และจังหวัดภูเก็ต ตามลำดับ ดังนั้น อาจจะส่งผลกระทบกับการรับนักศึกษาใน 4 จังหวัด หรือกรณีที่รับนักศึกษามาแล้ว หากไม่มีทุนการศึกษาสนับสนุน อาจส่งผลกระทบให้นักศึกษาหายไประหว่างทางหรือพ้นสภาพการเป็นนักศึกษา

นอกจากนี้ หากพิจารณาจากข้อมูลอัตราการเรียนต่อระดับมัธยมศึกษาและอุดมศึกษา ประจำปีการศึกษา 2565 รายละเอียดตามตารางที่ 2 ซึ่งพบอัตราการศึกษาต่อโดยภาพรวมทั้งในระดับประกาศนียบัตรชั้นสูง และระดับปริญญญาตรีปีที่ 1 คิดเป็นร้อยละ 87.64 และในขณะเดียวกันยัง พบว่า มีจำนวนนักเรียนในระดับมัธยมศึกษาตอนปลายส่วนหนึ่ง หรือคิดเป็น 12.36 เลือกที่จะไม่เรียนต่อในระดับอุดมศึกษา สอดคล้องกับการสำรวจล่าสุดโดย Deloitte Gen Z & Millennial Survey 2025 (วรุณรัตน์ คัทมาตย์, 2568) ที่ระบุเหตุผลชัดเจนสำหรับกลุ่มที่เลือกไม่เรียนต่อระดับอุดมศึกษา ซึ่งประกอบด้วยเหตุผลหลัก ๆ ที่สะท้อนถึงบริบททางสังคมและเศรษฐกิจ ดังนี้ สถานการณ์ส่วนตัวและทางครอบครัว ข้อจำกัดด้านการเงิน ต้องการความยืดหยุ่นและเรียนรู้ด้วยตนเองวางแผนทำธุรกิจด้วยตนเอง และความกังวลในการจ่ายหนี้กู้ยืมเพื่อการศึกษา ซึ่งนับเป็นปัญหาจำนวนเด็กที่หลุดจากระบบการศึกษาในอีกระดับหนึ่ง โดยจะส่งผลกระทบกับการรับนักศึกษาในทุก ๆ มหาวิทยาลัย รวมทั้งของมหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ และเมื่อพิจารณาร่วมกับข้อมูลการรับนักศึกษาใหม่ของมหาวิทยาลัยชื่อดังในเขตภาคใต้ โดยหากวิเคราะห์ในมุมมองของการแข่งขันทางการตลาด (Competitive Analysis) มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์จะเป็นมหาวิทยาลัยเดียวที่เป็นคู่แข่งที่แท้จริงของมหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ ด้วยเป็นมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์สามารถรับนักศึกษาใหม่ในเขตภาคใต้ได้จำนวนสูงสุด และด้วยมีรูปแบบการจัดการเรียนการสอนใกล้เคียงกับมหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ในลักษณะมหาวิทยาลัยสมบูรณ์แบบ (Complehensive University) ที่มีกาภรจัดการเรียนการสอนในหลากหลายสาขาวิชาทั้งทางด้านวิทยาศาสตร์สุขภาพ ด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี และด้านมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ ในขณะที่มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลศรีวิชัยเน้นการจัดการเรียนการสอนในด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี และมหาวิทยาลัยทักษิณเน้นการจัดการเรียนการสอนในด้านด้านมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ ประกอบกับมหาวิทยาลัย สงขลานครินทร์มีวิทยาเขตที่ตั้งอยู่ทั้งในจังหวัดสงขลาและจังหวัดสุราษฎร์ธานีซึ่งใกล้กับที่ตั้งของมหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ และอยู่ในภูมิลำเนาของนักศึกษาใหม่ของมหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ในจังหวัด 5 อันดับแรก ได้แก่ จังหวัดนครศรีธรรมราช จังหวัดสุราษฎร์ธานี สงขลา ตรัง และกระบี่ และเมื่อพิจารณาจากข้อมูลจำนวนประชากรในวัยเรียนก่อนระดับอุดมศึกษาในเขตภาคใต้สูงสุด 3 อันดับแรก ประกอบด้วย จังหวัดนครศรีธรรมราช จังหวัดสงขลา และจังหวัดสุราษฎร์ธานี ซึ่งสอดคล้องกับภูมิลำเนาของนักศึกษาใหม่ของมหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ 3 อับดับแรก ได้แก่ จังหวัดนครศรีธรรมราช จังหวัดสุราษฎร์ธานี และจังหวัดสงขลา จึงเป็นข้อได้เปรียบ ที่มหาวิทยาลัยตั้งอยู่ในเขต 3 จังหวัดที่จำนวนประชากรในวัยเรียนก่อนระดับอุดมศึกษาสูงสุด 3 อันดับแรก และอยู่ระหว่างจังหวัดสุราษฎร์ธานี และจังหวัดสงขลา ซึ่งเป็นที่ตั้งวิทยาเขตหลักของมหา วิทยาลัยสงขลานครินทร์ ดังนั้น มหาวิทยาลัยจะต้องเพิ่มการประชาสัมพันธ์ที่เข้าถึงกลุ่มเป้าหมายซึ่งเป็นส่วนแบ่งการตลาดจากมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ในกลุ่มนักเรียนโดยเฉพาะในระดับชั้นมัธยมศึกษาตอนปลายทั้งในจังหวัดสุราษฎร์ธานี และสงขลา รวมทั้งจังหวัดนครศรีธรรมราชให้มากยิ่งขึ้น

ขณะเดียวกัน เมื่อศึกษาทางเลือกเพื่อประกอบการรับนักศึกษาของมหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ โดยหากพิจารณาจากจำนวนนักศึกษาใหม่ส่วนใหญ่มีภูมิลำเนาในเขตภาคใต้ซึ่งนอกเหนือจากมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ที่จะเป็นส่วนแบ่งทางการตลาด ในเขตภาคใต้ที่สำคัญแล้ว พบว่า นักศึกษาใหม่ของมหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์มีภูมิลำเนาในเขตกรุงเทพและปริมณฑลอยู่ในอันดับรองลงมา ทั้งนี้หากเทียบเคียงในประเด็นค่าธรรมเนียมการศึกษาของมหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์กับมหาวิทยาลัยเอกชนในเขตกรุงเทพและปริมณฑล โดยเฉพาะในบางหลักสูตรมีความใกล้เคียงกับมหาวิทยาลัยเอกชน ดังนั้น หากจะพิจารณากลุ่มเป้าหมายซึ่งเป็นนักเรียนโดยเฉพาะในระดับชั้นมัธยมศึกษาตอนปลายในเขตกรุงเทพและปริมณฑล เมื่อพิจารณาจากข้อมูลจำนวนนักศึกษาใหม่ระดับปริญญาตรี ประจำปีการศึกษา 2562 - 2566 ในมหาวิทยาลัยเอกชนชื่อดัง จำนวน 5 มหาวิทยาลัย ประกอบด้วย มหาวิทยาลัยกรุงเทพ มหาวิทยาลัยศรีปทุม มหาวิทยาลัยรังสิต มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิต และมหาวิทยาลัยกรุงเทพ ซึ่งพบว่า มีจำนวนที่เพิ่มขึ้นทุกปี ดังนั้น มหาวิทยาลัยเอกชนยังคงได้รับความนิยม โดยจากผลงานวิจัยเรื่องมูลเหตุจูงใจในการตัดสินใจเลือกเรียนมหาวิทยาลัยเอกชนของนักเรียนระดับมัธยมศึกษาและอาชีวศึกษาในเขตกรุงเทพมหานครและปริมณฑล (วิสาลักษณ์ สิทธิ์ขุนทด และคณะ, 2556) พบว่า นักเรียนในสังกัดมัธยมศึกษามีความต้องการศึกษาต่อในสาขานิเทศศาสตร์/สื่อสารมวลชนมากที่สุด รองลงมา คือ สาขาบริหารธุรกิจ โดยมูลเหตุจูงใจในการตัดสินใจเลือกมหาวิทยาลัยเอกชนที่สำคัญ คือ 1) มหาวิทยาลัยมีสาขาที่ต้องการเรียน/สนใจ 2) มีสิ่งอำนวยความสะดวกต่าง ๆ เช่น ศูนย์กีฬา สถานพยาบาล 3) มหาวิทยาลัยอยู่ใกล้บ้าน เดินทางสะดวก 4) ขั้นตอนสมัครเรียนไม่ยุ่งยาก และ 5) ค่าเทอมอยู่ในระดับสามารถจ่ายได้ และมหาวิทยาลัยมีระบบผ่อนจ่ายค่าเทอม ทั้งนี้ มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์อาจจะต้องพิจารณารูปแบบและกลยุทธ์การประชาสัมพันธ์ให้เข้าถึงกลุ่มเป้าหมายซึ่งเป็นนักเรียนในระดับชั้นมัธยมศึกษาตอนปลายในเขตกรุงเทพและปริมณฑลที่มีความสนใจเข้าศึกษาต่อในมหาวิทยาลัยเอกชนที่จะเป็นส่วนแบ่งการตลาดได้อีกหนึ่งกลุ่ม ในขณะที่เทียบเคียงกับมหาวิทยาลัยในกำกับของรัฐตั้งแต่เริ่มมีการก่อตั้งมหาวิทยาลัย จำนวน 3 มหาวิทยาลัย ซึ่งมีที่ตั้งอยู่ตามภูมิภาคต่าง ๆ พบว่า มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารีสามารถรับนักศึกษาใหม่ระดับปริญญาตรีได้สูงที่สุด ด้วยมีข้อได้เปรียบจากการมีที่ตั้งอยู่ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือซึ่งมีประชากรในวัยเรียนก่อนระดับอุดมศึกษาอยู่ในอันดับสูงสุดของประเทศ ประกอบกับเป็นมหาวิทยาลัยเฉพาะทางที่เน้นด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี จึงมีข้อจำกัดในการกำหนดสัดส่วนอาจารย์ต่อนักศึกษาน้อยกว่ามหาวิทยาลัยที่เน้นด้านวิทยาศาสตร์สุขภาพอย่างเช่นมหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ซึ่งตั้งอยู่ในภาคใต้และมหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวงซึ่งตั้งอยู่ในภาคเหนือ

นอกเหนือจากปัญหาแนวโน้มจำนวนประชากรในวัยเรียนของประเทศไทยลดลงอย่างต่อเนื่องแล้ว มหาวิทยาลัยอาจพิจารณาการรับนักศึกษาต่างชาติ ด้วยประเทศไทยเป็นหมุดหมายปลายทางด้านการท่องเที่ยว โดยพบว่าในแต่ละปีจะมีนักศึกษาต่างชาติเข้ามาเรียนในประเทศไทยจำนวนมาก ซึ่งจากข้อมูลเว็บไซต์สำนักงานปลัดกระทรวงอุดมศึกษา สำนักงาน วิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม เมื่อเดือนมีนาคม 2566 (ไทย พีบีเอส, 2567) ระบุว่ามีนักศึกษาต่างชาติกว่า 190 ประเทศเข้ามาเรียนในสถาบันอุดมศึกษาของไทย โดยเป็นชาวจีนคิดเป็นสัดส่วนของนักศึกษาต่างชาติในไทยเกินครึ่ง รองลงมาเป็นนักศึกษาจากเมียนมา และเป็นนักศึกษากัมพูชา ตามลำดับ ทั้งนี้ มหาวิทยาลัยไทยที่มีนักศึกษาต่างชาติเข้าเรียนมากที่สุด คือ มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิต และจากรายงานการศึกษาเบื้องต้นว่าด้วย “นักศึกษาจีนในไทย” (กุลนรี นุกิจรังสรรค์ และ กรองจันทน์ จันทรพาหา, 2563) โดยอ้างอิงข้อมูลจากกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) พบว่า กรุงเทพมหานครและปริมณฑล เป็นพื้นที่ได้รับความนิยมมากที่สุด เนื่องจากตั้งอยู่ศูนย์กลางของประเทศ สะดวกสบายต่อการใช้ชีวิต และมีสถาบันการศึกษาที่มีชื่อเสียงหลายแห่ง โดยหลักสูตรที่นักศึกษาจีนนิยมศึกษาต่อ คือ หลักสูตรบริหารธุรกิจ สาขาการค้า การจัดการ ธุรกิจระหว่างประเทศ การตลาด บัญชี ซึ่งสถาบันการศึกษาทั้งรัฐและเอกชนหลายแห่งมีการจัดทำหลักสูตรร่วมกัน 2 ปริญญา และเปิดรับนักศึกษาจีนเพิ่มมากขึ้นถึง 102 แห่งทั่วประเทศ แบ่งเป็นสถาบันในกรุงเทพมหานครและปริมณฑล จำนวน 50 แห่ง โดยพบนักศึกษาชาวจีน จำนวน 5,355 คน ศึกษาอยู่ในมหาวิทยาลัยเอกชน จำนวน 20 แห่ง คิดเป็นร้อยละ 80 ของจำนวนนักศึกษาชาวจีนจากมหาวิทยาลัยทุกสังกัดรวมกัน นอกจากนี้ จากการศึกษาปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อนักศึกษาจีนในการเลือกศึกษาต่อระดับปริญญาตรี มหาวิทยาลัยเอกชนในเขตกรุงเทพมหานครและปริมณฑล ประเทศไทย (Yang, 2565) พบว่า การเพิ่มขึ้นของนักศึกษาชาวจีน ในไทยเกิดจากข้อจำกัดในการรองรับนักศึกษาของมหาวิทยาลัยในประเทศจีน ด้วยการสอบเข้ามหาวิทยาลัยในระบบของประเทศจีนมีการแข่งขันกันสูงมาก โดยใช้ระบบ "Gaokao" ที่สอบเพียงปีละครั้ง ในขณะที่มีผู้สอบเข้ามหาวิทยาลัยไม่เกิน 3,000,000 คนโดยเฉลี่ยต่อปี จึงยังมี ผู้ต้องการเข้าเรียนอีกจำนวนมากที่ไม่ได้เข้าเรียน นอกจากนี้ค่าใช้จ่ายในการศึกษาต่อในไทยประมาณปีละ 30,000 หยวน ขึ้นไป ซึ่งชนชั้นกลางในประเทศจีนจึงสามารถจ่ายได้ และด้วยสถาบันอุดมศึกษาไทย มีหลักสูตรมีให้เลือกเรียนหลากหลายหลักสูตรและสาขาวิชาและมีให้เลือกหลายภาษา เช่น จีน ไทย และอังกฤษ และด้วยมีสถานที่ท่องเที่ยว สังคมวัฒนธรรม อาหาร หรือแม้แต่ดารา ภาพยนตร์ และละครโทรทัศน์ของไทยที่ชาวจีนนิยมมาก จึงเป็นแรงจูงใจให้นักศึกษาอยากมาเรียนในไทย นอกจากนี้ ประเทศไทยยังมีชื่อเสียงในด้านคุณภาพชีวิตที่ดีมีความปลอดภัย สอดคล้องกับการศึกษาแนวโน้มการเปลี่ยนแปลงเชิงปริมาณและคุณภาพของนักศึกษาจีนในประเทศไทย ระหว่างปี พ.. 2562 - 2567 (จรรยาลักษณ์ เกษบุตร, 2568) ซึ่งศึกษาวิเคราะห์การเปลี่ยนแปลงเชิงปริมาณและคุณภาพของนักศึกษาจีนในประเทศไทยตลอด 6 ปี ซึ่งพบว่า จำนวนนักศึกษาจีนเพิ่มขึ้นกว่าร้อยละ 134 จากปี พ.. 2562 โดยมีปัจจัยหลักจากความใกล้ชิดทางภูมิศาสตร์ ค่าใช้จ่ายที่เหมาะสม และการเปิดสอนหลักสูตรนานาชาติที่ตอบโจทย์อุตสาหกรรมยุคใหม่

แต่จากการศึกษาเบื้องต้นว่าด้วย “นักศึกษาจีนในไทย” (กุลนรี นุกิจรังสรรค์ และ กรองจันทน์ จันทรพาหา, 2563) กลับพบว่า ภาคใต้มีนักศึกษาจีนน้อย ส่วนหนึ่งเป็นเพราะมีสถาบันอุดมศึกษาที่มีชื่อเสียงเพียงแค่ไม่กี่แห่ง รวมทั้งมีระยะทางไกลจากประเทศจีน จึงไม่สะดวกต่อการเดินทาง ตลอดจนชาวจีนกังวลเรื่องความปลอดภัย ดังนั้น หากมหาวิทยาลัยเพิ่มการประชาสัมพันธ์ผลการดำเนินงานของมหาวิทยาลัย โดยเฉพาะประเด็นความสำเร็จในการได้รับการจัดอันดับมหาวิทยาลัยโลกอย่างต่อเนื่องในทุก ๆ ปี รวมทั้งออกแบบและปรับหลักสูตรให้สอดคล้องกับความต้องการของนักศึกษาจีนทั้งด้านภาษาที่ใช้ในการเรียนการสอนและสาขาวิชา ตลอดจนการสร้างความร่วมมือกับมหาวิทยาลัยในจีนและเอเจนซี่ในการช่วยประชาสัมพันธ์ รับสมัครและจัดหานักศึกษาจีนมาไทย รวมทั้งใช้ยุทธศาสตร์จังหวัดนครศรีธรรมราช ในการเป็น นครแห่งอารยธรรม น่าอยู่น่าเที่ยว การเกษตรและอุตสาหกรรมยั่งยืน” ในการประชาสัมพันธ์ โดยเฉพาะในเรื่องทั้งในเรื่องการเดินทางที่มีความสะดวกด้วยมีท่าอากาศยานนานาชาติ ซึ่งจะมีส่วนช่วยดึงดูดความสนใจให้กลุ่มผู้เรียนชาวจีนมาศึกษาที่มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ ก็จะสามารถทดแทนนักเรียนไทยที่ลดลงในทุก ๆ ปี


กิตติกรรมประกาศ

การมองอนาคตแนวโน้มประชากรในวัยเรียนก่อนระดับอุดมศึกษากับการวิเคราะห์การแข่งขันทางการตลาดในการรับนักศึกษามหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ สำเร็จลุล่วงด้วยดีได้ด้วยข้อมูลที่สำคัญใน 3 ส่วน ดังนี้ 1) สถิติประชากรทางการทะเบียนราษฎร สำนักบริหารการทะเบียน กรมการปกครอง ซึ่งแสดงให้เห็นข้อมูลจำนวนประชากรในวัยเรียนก่อนระดับอุดมศึกษาที่เป็นปัจจุบันและสามารถคาดการณ์ไปอีก 18 ปีข้างหน้า 2) สถิติข้อมูลนักเรียนจำแนกตามระดับการศึกษาและชั้นเรียน ประจำปีการศึกษา 2567 ของสำนักนโยบายและแผนการศึกษาขั้นพื้นฐาน สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขึ้นพื้นฐาน (สนผ.สพฐ) ซึ่งแสดงให้เห็นข้อมูลจำนวนประชากรในวัยเรียนก่อนระดับอุดมศึกษาในเขตภาคใต้ที่เป็นปัจจุบันและสามารถคาดการณ์ไปอีก 15 ปีข้างหน้า และ 3) ข้อมูลจำนวนนักศึกษาใหม่ของสถาบันทั้งประเทศ จากระบบ PSU Portal ของกองนโยบายยุทธศาสตร์ และแผน มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ ซึ่งมีการเชื่อมโยงข้อมูลจากระบบเผยแพร่สารสนเทศอุดมศึกษา กระทรวงการอุดมศึกษา วิจัย วิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยี ซึ่งมีการรายงานข้อมูลผ่าน Microsoft Power BI โดยแสดงให้เห็นแนวโน้มนักศึกษาใหม่ทั้งประเทศเพื่อเปรียบเทียบให้เห็นถึงส่วนแบ่งทางการตลาด (Market Share) โดยเฉพาะมหาวิทยาลัยชื่อดังในเขตภาคใต้ รวมทั้งมหาวิทยาลัยเอกชนชื่อดังที่ศึกษาในครั้งนี้ จึงขอขอบคุณมา ณ โอกาสนี้


การใช้ปัญญาประดิษฐ์ (Generative AI) ในงานเขียนเชิงวิชาการ

1. ไม่ได้ใช้เครื่องมือปัญญาประดิษฐ์ (Generative AI) ในการเขียนบทความ

2. ใช้ Google ในการหาข้อมูล และใช้ Google Translate และ Quillbot ในการช่วยแปลบทคัดย่อ


คำชี้แจงบทบาทผู้เขียน (CRediT Author Statement)

ศศิรัศมิ์ ประสาทแก้ว : การวางแนวคิด; การวิเคราะห์เชิงรูปแบบ; การเขียนต้นฉบับแรก; การทบทวนและแก้ไขต้นฉบับ อาภาพร นาภูมิ : การจัดการและดูแลข้อมูล; การสร้างภาพประกอบ; การตรวจสอบความถูกต้อง; การทบทวนและแก้ไขต้นฉบับ.





เอกสารอ้างอิง

กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา. (2566). เด็กไทยหลุดระบบการศึกษามากน้อยแค่ไหนแต่ละจังหวัด? สืบค้นจาก https://today.line.me/th/v3/article /aGrX868

กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา. (2567). 7 สาเหตุที่ทำให้เด็กออกนอกระบบการศึกษา. สืบค้นจาก https://www.eef.or.th/infographic-7-reasons/

กองนโยบายยุทธศาสตร์ และแผน มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์. (2568). PSU Portal - นักศึกษาใหม่ (สถาบันทั้งประเทศ). สืบค้นจาก https://site.google.com/psu.ac.th/psu-pro­file/education/student/นักศึกษาใหม่-สถาบันทั้งประเทศ?authuser=0

กุลนรี นุกิจรังสรรค์ และ กรองจันทน์ จันทรพาหา. (2563). การศึกษาเบื้องต้นว่าด้วยนักศึกษาจีนในไทย. สืบค้นจาก https://www. khonthai4.net

เกื้อ วงศ์บุญสิน, ปิยะชาติ ภิรมย์สวัสดิ์ และ พัชราวลัย วงศ์บุญสิน. (2565). อนาคตประชากรไทย: ในวันที่การตายมากกว่าเกิด.สืบค้นจาก https://www.chula.ac.th/highlight/79067

จงจิตต์ ฤทธิ์ณรงค์. (2568). จำนวนเด็กไทยเกิดต่ำสุดเป็นประวัติการณ์ สวนทางนโยบายมีลูกเพื่อชาติ. สืบค้นจาก https://www.thepracha­korn.com/newsDetail.php?id=1002#:~:text

จรรยาลักษณ์ เกษบุตร. (2568). แนวโน้มการเปลี่ยนแปลงเชิงปริมาณและคุณภาพของนักศึกษาจีนในประเทศไทย ระหว่างปี พ.. 2562 - 2567. วารสารสังคมพัฒนศาสตร์, 8(6), 650-660.

เฉลิมพล แจ่มจันทร์. (2568). วิกฤตประชากร ไทยยืนหนึ่งในภูมิภาค ‘อัตราเกิดต่ำสุด’ คาดอีก 50 ปีข้างหน้า เหลือคนทำงานแค่ 22 ล้านคน. สืบค้นจากhttp://www.matichon.co.th/local/quality-life/news_5001680

ไทย พีบีเอส. (2567). มุมกลับ “HUB การศึกษา” ชาวต่างชาติ แห่เรียนมหาวิทยาลัยไทย. สืบค้นจากhttp://www.thai­pbs.wor.th/news/ con­tent/343985

ไทย พีบีเอส. (2567). อนาคตของชาติ 1 ล้านคน หายไป...จากระบบการศึกษา. สืบค้นจากhttp://www.theac­tive.thaipbs.or.th/data/thailand-zero-drop­out

ธนาคารแห่งประเทศไทย. (2566). สังคมไทยจะทำอย่างไร เมื่อคนรุ่นใหม่ไม่อยากมีลูก. สืบค้นจาก http://www.bot.or.th/th/research-and-publi­cations/articles-and-publica­tion/ arti­cles/article-2023sep18.html

วรุณรัตน์ คัทมาตย์. (2568). Gen Z ไทยบางส่วนไม่เรียนต่อ กังวลค่าครองชีพ จ่ายหนี้กู้ยืมไม่ไหว. สืบค้นจากhttp://www.bankok­biznews.com/ life­style/1183124

วิชช์ เกษมศัพท์. (2565). ไทยพร้อมหรือไม่กับการก้าวสู่สังคมผู้สูงอายุอย่างสมบูรณ์. สืบค้นจากhttp://www.op.mahidol.ac.th/ga/posttoday-22-2

วิสาลักษณ์ สิทธิ์ขุนทด และ สิรินธร สินจินดาวงศ์. (2556). มูลเหตุจูงใจในการตัดสินใจเลือกเรียนมหาวิทยาลัยเอกชนของนักเรียนระดับมัธยมศึกษาและอาชีวศึกษาในเขตกรุงเทพมหานครและปริมณฑล. วารสารวิชาการสมาคมสถาบันอุดมศึกษาเอกชนแห่งประเทศไทย, 19(1), 66-75.

ศูนย์ศึกษายุทธศาสตร์ สถาบันวิชาการป้องกันประเทศ. (2564). คู่มือการจัดทำภาพอนาคตทางยุทธศาสตร์ (Strategic Foresight) (พิมพ์ครั้งที่ 1). กรุงเทพฯ: กองศึกษาวิจัยทางยุทธศาสตร์และความมั่นคง ศูนย์ศึกษายุทธศาสตร์ สถาบันวิชาการป้องกันประเทศ.

ส่วนแผนงานและยุทธศาสตร์ มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์. (2568). สารสนเทศ ประจำปี 2563 - 2567 มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์. สืบค้นจาก https://dpl.wu.ac.th/wp-con­tent/uploads/2025/11/สารสนเทศ-ประจำปี-2563-2567-มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์.pdf

สำนักการบริหารการทะเบียน กรมการปกครอง. (2568). โครงสร้างข้อมูลสถิติจำนวนประชากรแยกรายอายุ. สืบค้นจาก http://stat.bora.dopa.go.th/stat/stat­new/statMenu/newState/home.php

สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน. (2567). สถิติข้อมูลทางการศึกษา ปีการศึกษา 2567/1 – สนผ.สพฐ. สืบค้นจาก http://www.bopp.go.th/?page_id=4551

สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน). (2562). เครื่องมือการมองอนาคต. กรุงเทพฯ: สถาบันการมองอนาคตนวัตกรรม.

สำนักงานปลัดกระทรวงศึกษาธิการ. (2567). อัตราการเรียนต่อระดับมัธยมศึกษาและอุดมศึกษา. สืบค้นจากhttp://catalog.moe.go.th/dataset/dataset-15_35

Yang, X. (2565). ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อนักศึกษาจีน

ในการเลือกศึกษาต่อระดับปริญญาตรี มหาวิทยาลัยเอกชนในเขต กรุงเทพมหานครและปริมณฑล ประเทศไทย (การค้นคว้าอิสระ บริหารธุรกิจมหาบัณฑิต). ปทุมธานี: มหาวิทยาลัยกรุงเทพ.