Start Bootstrap Logo
Trends Routine Res. 2026; 1(5): 46

แนวโน้มสมรรถนะภาษาอังกฤษตามมาตรฐาน CEFR ของนักศึกษาคณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยราชภัฏนครศรีธรรมราช: การวิเคราะห์กลุ่มปีเข้าศึกษา 2562 - 2566


พวงรัตน์ รัตนสุภา1 และ พิมพร มากพันธ์1,2,*


1ฝ่ายวิชาการและกิจการนักศึกษา คณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยราชภัฏนครศรีธรรมราช

อำเภอเมือง จังหวัดนครศรีธรรมราช 80280

2ศูนย์ภาษา และวัฒนธรรมนานาชาติ สำนักวิทยบริการและเทคโนโลยีสารสนเทศ มหาวิทยาลัยราชภัฏนครศรีธรรมราช

อำเภอเมือง จังหวัดนครศรีธรรมราช 80280


(*อีเมลผู้ประพันธ์บรรณกิจ: [email protected])


Received: 10 March 2026, Revised: 6 May 2026, Accepted: 20 May 2026, Published: 25 June 2026


บทคัดย่อ

การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อวิเคราะห์แนวโน้มระดับสมรรถนะภาษาอังกฤษตามกรอบมาตรฐาน CEFR ของนักศึกษาคณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยราชภัฏนครศรีธรรมราช กลุ่มปีเข้าศึกษา 2562 - 2566 และเพื่อเปรียบเทียบสัดส่วนนักศึกษาที่มีสมรรถนะผ่านเกณฑ์ระดับ B1 ขึ้นไป จำแนกตามกลุ่มศาสตร์วิชาและปีเข้าศึกษา รูปแบบการวิจัยเป็นการวิจัยเชิงปริมาณ (Quantitative Research) โดยใช้ข้อมูลทุติยภูมิจากผลการทดสอบความรู้ภาษาอังกฤษของนักศึกษา จำแนกตามกลุ่มศาสตร์วิชา ได้แก่ กลุ่มวิทยาศาสตร์บริสุทธิ์ กลุ่มวิทยาศาสตร์ประยุกต์และเกษตร กลุ่มวิทยาศาสตร์สุขภาพและสิ่งแวดล้อม และกลุ่มเทคโนโลยีและนวัตกรรมดิจิทัล สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าร้อยละ (Percentage) และการวิเคราะห์แนวโน้ม (Trend Analysis) ผลการวิจัย พบว่าแนวโน้มระดับสมรรถนะภาษาอังกฤษตามกรอบมาตรฐาน CEFR ในภาพรวมตลอด 5 ปีเข้าศึกษา มีลักษณะลดลงอย่างมีนัยสำคัญ โดยเฉพาะในช่วงปีการศึกษา 2564 - 2566 ซึ่งเป็นช่วงที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรค COVID-19 สัดส่วนนักศึกษาที่มีสมรรถนะผ่านเกณฑ์ระดับ B1 ขึ้นไป พบว่า กลุ่มศาสตร์เทคโนโลยีและนวัตกรรมดิจิทัล มีสัดส่วนการผ่านเกณฑ์สูงที่สุดอย่างต่อเนื่อง ในขณะที่กลุ่มวิทยาศาสตร์บริสุทธิ์มีอัตราการลดลงของสัดส่วนผู้ผ่านเกณฑ์มากที่สุดจากร้อยละ 89.58 ในปี 2562 เหลือเพียงร้อยละ 20.00 ในปี 2566 ซึ่งส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากความผันแปรของจำนวนกลุ่มตัวอย่างและสภาวะ การถดถอยทางการเรียนรู้สะสม ข้อค้นพบสะท้อนให้เห็นถึงความจำเป็นในการปรับปรุงนโยบายการส่งเสริมภาษาอังกฤษ โดยควรเน้นการจัดกลุ่มเรียนตามระดับสมรรถนะที่แท้จริง และการเพิ่มความถี่ในการใช้ภาษาอังกฤษในบริบทวิชาเอกเพื่อยกระดับทักษะนักศึกษาให้บรรลุเกณฑ์มาตรฐาน B1


คำสำคัญ: การวิเคราะห์แนวโน้ม; การถดถอยทางการเรียนรู้; มาตรฐาน CEFR; สมรรถนะภาษาอังกฤษ

English Proficiency Trends Based on CEFR Standards: An Analysis of the 2019 - 2023 Entry Cohorts in the Faculty of Science and Technology, Nakhon Si Thammarat Rajabhat University


Puangrat Ratanasupa1 and Pimporn Markphan1,2,*


1Academic and Student Affairs Section, Faculty of Science and Technology,

Nakhon Si Thammarat Rajabhat University, Mueang, Nakhon Si Thammarat 80280, Thailand

2Center for Language and Intercultural Communication, Academic Resources and Information Technology, Nakhon Si Thammarat Rajabhat University, Mueang, Nakhon Si Thammarat 80280, Thailand


(*Corresponding author’s e-mail: [email protected])


Abstract

This study aims to analyze trends in English proficiency levels, based on the CEFR framework, among students in the Faculty of Science and Technology at Nakhon Si Thammarat Rajabhat University (entry cohorts 2019 - 2023). It also compares the proportion of students achieving a B1 level or higher, categorized by academic disciplines and entry years. This quantitative study utilized secondary data from English proficiency test results, which were classified into four groups: Pure Science; Applied Science and Agriculture; Health and Environmental Science; and Digital Technology and Innovation. The data were analyzed using descriptive statistics. The results indicate that: The overall five-year trend in English proficiency shows a significant decline, particularly during 2021 - 2023, reflecting the impact of the COVID-19 pandemic; and regarding the B1 proficiency threshold, the Digital Technology and Innovation group consistently maintained the highest proportion of students achieving the target level. In contrast, the Pure Science group experienced the most substantial decrease, dropping from 89.58% in 2019 to 20.00% in 2023. This shift may be partly attributed to fluctuations in sample size and cumulative learning loss. These findings underscore the need to revise English language policies. It is recommended that proficiency-based grouping be implemented and that the integration of English within discipline-specific contexts be strengthened to more effectively support students in achieving the B1 standard.


Keywords: Trend Analysis; Learning Loss; CEFR Standards; English Proficiency

บทนำ

ภาษาอังกฤษเป็นภาษาสากลที่มีบทบาทสำคัญ อย่างยิ่งต่อการติดต่อสื่อสาร การเรียนรู้ และการประกอบวิชาชีพในศตวรรษที่ 21 โดยเฉพาะในด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม ซึ่งองค์ความรู้ งานวิจัย และการพัฒนาเทคโนโลยีส่วนใหญ่มีการเผยแพร่ในภาษาอังกฤษ ความสามารถในการใช้ภาษาอังกฤษจึงเป็นทักษะพื้นฐานที่จำเป็นสำหรับผู้เรียนระดับอุดมศึกษาในการเข้าถึงองค์ความรู้สากล การสื่อสารเชิงวิชาการ และการเตรียมความพร้อมสู่ตลาดแรงงานทั้งในระดับประเทศและระดับนานาชาติ

CEFR ย่อมาจาก Common European Framework of Reference for Languages เป็นกรอบมาตรฐานสากลที่ใช้วัด และประเมินระดับความสามารถของผู้เรียนภาษาที่สภายุโรปจัดทำขึ้นเพื่อกำหนดมาตรฐานการเรียนสอน และการประเมินทักษะภาษาต่างประเทศที่เน้นการนำไปใช้จริง มาตรฐานนี้ได้รับการยอมรับ และประกาศใช้เป็นทางการในปี พ.. 2544 หลังจากมีการพัฒนา และทดลองใช้มาตั้งแต่ปี พ.. 2507 ความโดดเด่นของ CEFR คือความยืดหยุ่นในการประยุกต์ใช้ได้หลากหลายบริบทและครอบคลุมภาษาทั่วโลกกว่า 40 ภาษา โดยสภายุโรปยังคงมุ่งเน้นการพัฒนาเกณฑ์มาตรฐานนี้อย่างต่อเนื่อง เพื่อให้สอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงของการสื่อสารในยุคปัจจุบันที่สามารถอธิบายครอบคลุมถึงความสามารถของผู้เรียนภาษาในระดับต่างๆ ซึ่งปัจจุบันการใช้กรอบ CEFR เป็นที่นิยมกันทั่วโลกโดยเฉพาะในวงการทางการศึกษา (Council of Europe, 2018; Foley, 2019) CEFR แบ่งระดับความสามารถเป็น 6 ระดับ (A1 ถึง C2) จัดกลุ่มเป็น Basic User, Independent User และ Proficient User โดยมีจุดเด่นคือการใช้คําอธิบายที่เน้นสิ่งที่ผู้เรียนสามารถทําได้ (Can-do Descriptors) ทําให้การวัดและประเมินผลมีความโปร่งใส และเป็นมาตรฐานสากลการพัฒนาหลักสูตรการสอน และการประเมินผลในปัจจุบันมีการอ้างอิง CEFR อย่างแพร่หลายเป็นมาตรฐานสากลที่ใช้ในการประเมินความสามารถในการใช้ภาษาอังกฤษที่ได้รับการยอมรับทั่วโลก ซึ่งหากมีทักษะภาษาอังกฤษที่ดีก็จะช่วยเปิดโอกาสทางการศึกษา และการหาความรู้ได้อย่างกว้างขวางทั้งในด้านวิชาการ และด้านสังคม เพื่อให้มั่นใจว่าผู้เรียนมีสมรรถนะที่ตอบสนองต่อความต้องการในการศึกษา และการ



ทํางานในระดับนานาชาติได้ (วันวิสาข์ พูลทอง และคณะ, 2567; ขันแก้ว มาพรม และคณะ, 2568)

การนำ CEFR มาใช้ในการประเมินผลการเรียนรู้ของนักศึกษา จึงช่วยให้สถาบันการศึกษามีข้อมูลเชิงประจักษ์เพื่อปรับปรุงหลักสูตร และการจัดการเรียนการสอนให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้นสอดคล้องกับประกาศคณะกรรมการมาตรฐานการอุดมศึกษา เรื่อง นโยบายการยกระดับมาตรฐานภาษาอังกฤษในสถาบันอุดมศึกษา, ประกาศมหาวิทยาลัย ราชภัฏนครศรีธรรมราช เรื่อง แนวปฏิบัติตามนโยบายและเกณฑ์มาตรฐานความสามารถภาษาอังกฤษของนักศึกษาระดับปริญญาตรี และการพัฒนาทักษะภาษาอังกฤษตามแนวทาง Thailand 4.0 มุ่งเน้นการยกระดับคุณภาพผู้เรียนให้มีสมรรถนะด้านภาษาอังกฤษที่สอดคล้องกับความต้องการของตลาดแรงงานและสังคมโลก

มหาวิทยาลัยราชภัฏนครศรีธรรมราชกำหนดให้นักศึกษาระดับปริญญาตรีเข้ารับการทดสอบความรู้ตามแบบทดสอบที่มหาวิทยาลัยกำหนดเพื่อใช้วัดความสามารถทางภาษาอังกฤษโดยสามารถเทียบเคียงผลกับกรอบอ้างอิงทางภาษาอังกฤษของสหภาพยุโรป (CEFR) โดยจัดสอบให้นักศึกษาตั้งแต่ระดับชั้นปีที่ 2 ขึ้นไป ด้วยข้อสอบที่พัฒนาขึ้นโดยคณะกรรมการออกข้อสอบภายในมหาวิทยาลัย เรียกว่า แบบทดสอบเสมือน TOEIC หรือ TOEIC Mock Test เพื่อให้ได้ระดับความสามารถของนักศึกษาก่อนสำเร็จการศึกษา ดังนี้

1) นักศึกษาสาขาวิชาภาษาอังกฤษ

ระดับความสามารถทางภาษาอังกฤษกรอบอ้างอิง CEFR ที่ระดับ C1 (กรณีเทียบเคียงกับ TOEIC ต้องได้คะแนนไม่น้อยกว่า 520)

2) นักศึกษาคณะครุศาสตร์ (ที่ไม่ใช่เอกภาษาอังกฤษ)

ระดับความสามารถทางภาษาอังกฤษกรอบอ้างอิง CEFR ที่ระดับ B2 (กรณีเทียบเคียงกับ TOEIC ต้องได้คะแนนไม่น้อยกว่า 450)

3) นักศึกษาคณะและสาขาวิชาอื่น ๆ

มีระดับความสามารถทางภาษาอังกฤษกรอบอ้างอิง CEFR ที่ระดับ B1 (กรณีเทียบเคียงกับ TOEIC ต้องได้คะแนนไม่น้อยกว่า 380)

คณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยราชภัฏนครศรีธรรมราช มีพันธกิจในการผลิตบัณฑิตด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี นวัตกรรม ให้มีคุณภาพ มีทัศนคติที่ดี เป็นพลเมืองดีในสังคม มีสมรรถนะตามความต้องการของผู้ใช้บัณฑิตและมีทักษะของการเท่าทันต่อการเปลี่ยนแปลงพร้อมตอบสนองต่อยุคชีวิตวิถีใหม่ อย่างไรก็ตามผลการสอบวัดความรู้ภาษาอังกฤษของนักศึกษาที่ผ่านมาแสดงให้เห็นว่ายังมีความแตกต่างของระดับความสามารถทางภาษาที่ควรได้รับการวิเคราะห์เชิงลึกเพื่อนำไปสู่การกำหนดแนวทางการจัดการเรียนการสอนภาษาอังกฤษที่เหมาะสมต่อกลุ่มผู้เรียน ซึ่งมักต้องใช้ภาษาอังกฤษเชิงวิชาการและเชิงวิชาชีพที่เฉพาะด้าน

ดังนั้น งานวิจัยนี้จึงมุ่งเน้นการวิเคราะห์ผลการสอบวัดความรู้ภาษาอังกฤษตามมาตรฐาน CEFR ของนักศึกษา เพื่อให้ได้ข้อมูลที่เป็นระบบและสะท้อนศักยภาพจริงของผู้เรียน ข้อมูลดังกล่าวจะเป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาปรับปรุงหลักสูตร การจัดกิจกรรมการเรียนการสอนและการจัดทำแผนเสริมทักษะภาษาอังกฤษที่สอดคล้องกับความต้องการของผู้เรียนและมาตรฐานสากล อันจะนำไปสู่การยกระดับคุณภาพบัณฑิตในอนาคต


วัตถุประสงค์การศึกษา

1) เพื่อวิเคราะห์แนวโน้มระดับสมรรถนะภาษาอังกฤษตามกรอบมาตรฐาน CEFR ของนักศึกษาคณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยราชภัฏนครศรีธรรมราช กลุ่มปีเข้าศึกษา 2562 - 2566

2) เพื่อเปรียบเทียบสัดส่วนนักศึกษาที่มีสมรรถนะภาษาอังกฤษผ่านเกณฑ์ระดับ B1 ขึ้นไป จำแนกตามกลุ่มศาสตร์วิชาและปีเข้าศึกษา


วิธีการศึกษา

การวิจัยนี้เป็นการวิจัยเชิงปริมาณ โดยใช้ข้อมูล ทุติยภูมิ (Secondary Data) จากผลการสอบวัดระดับภาษาอังกฤษตามกรอบ CEFR ก่อนสำเร็จการศึกษาของนักศึกษาคณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยราชภัฏนครศรีธรรมราช ปีเข้าศึกษา 2562 - 2566 เพื่อศึกษาแนวโน้มและเปรียบเทียบข้อมูล รายละเอียดดังนี้



1) ประชากรและกลุ่มตัวอย่าง

(1) ประชากร นักศึกษาคณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยราชภัฏนครศรีธรรมราช ที่เข้าศึกษาระหว่างปีเข้าศึกษา 2562 - 2566

(2) กลุ่มตัวอย่าง ใช้วิธีการเลือกกลุ่มตัวอย่างแบบเจาะจง ได้แก่ นักศึกษาคณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยราชภัฏนครศรีธรรมราช ทั้งหมดที่เข้าสอบวัดระดับภาษาอังกฤษตามกรอบ CEFR ก่อนสำเร็จการศึกษาระหว่างปีเข้าศึกษา 2562 - 2566 จำนวนทั้งหมด 807 คนโดยจัดสอบให้แก่นักศึกษาตั้งแต่ระดับชั้นปีที่ 2 เป็นต้นไป รายละเอียดดังนี้

2.1 ปีเข้าศึกษา 2562 เป็นข้อมูลคะแนนสอบของนักศึกษารหัส 62 ที่เข้าสอบจำนวน 183 คน (ปรับปรุงข้อมูล ณ วันที่ 31 สิงหาคม 2566)

2.2 ปีเข้าศึกษา 2563 เป็นข้อมูลคะแนนสอบของนักศึกษารหัส 63 ที่เข้าสอบจำนวน 148 คน (ปรับปรุงปรุงข้อมูล ณ วันที่ 31 สิงหาคม 2566)

2.3 ปีเข้าศึกษา 2564 เป็นข้อมูลคะแนนสอบของนักศึกษารหัส 64 ที่เข้าสอบจำนวน 139 คน (ปรับปรุงข้อมูล ณ วันที่ 30 สิงหาคม 2567)

2.4 ปีเข้าศึกษา 2565 เป็นข้อมูลคะแนนสอบของนักศึกษารหัส 65 ที่เข้าสอบจำนวน 168 คน (ปรับปรุงข้อมูล ณ วันที่ 1 กันยายน 2568)

2.5 ปีเข้าศึกษา 2566 เป็นข้อมูลคะแนนสอบของนักศึกษารหัส 66 ที่เข้าสอบ จำนวน 169 คน (ปรับปรุงข้อมูล ณ วันที่ 8 ธันวาคม 2568)


2) เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย

(1) แบบทดสอบเสมือน TOEIC หรือเรียกว่า TOEIC Mock Test ครอบคลุมทักษะการฟัง และการอ่าน

(2) เกณฑ์การเทียบเคียง ตารางค่าคะแนนที่ระบุว่าคะแนนช่วงใดสอดคล้องกับระดับ CEFR (A1, A2, B1, B2) ดังตารางที่ 1


3) การเก็บรวบรวมข้อมูล

(1) ผู้วิจัยจัดเตรียมฐานข้อมูลคะแนนสอบ 5 ปีเข้าศึกษา (รหัส 62 - 66) จากรายงานสนับสนุนการประกันคุณภาพ เว็บไซต์ของสำนักวิทยบริการและเทคโนโลยีสารสนเทศ มหาวิทยาลัยราชภัฏนครศรีธรรมราช ซึ่งรายงานข้อมูลโดย นางพิมพร มากพันธ์ นักวิชาการศึกษาชำนาญการ สังกัดศูนย์ภาษา และวัฒนธรรมนานาชาติ สำนักวิทยบริการและเทคโนโลยีสารสนเทศ

(2) จัดระเบียบข้อมูล (Data Cleaning) โดยคัดแยกข้อมูล ดังนี้ รหัสนักศึกษา (ปีเข้าศึกษา) สาขาวิชา ระดับ CEFR

4) การวิเคราะห์ข้อมูล (สถิติที่ใช้)

(1) สถิติเชิงพรรณนา ได้แก่ ค่าร้อยละ และค่าเฉลี่ย เพื่ออธิบายระดับสมรรถนะในแต่ละปีเข้าศึกษา

(2) การวิเคราะห์แนวโน้ม โดยใช้กราฟเส้น (Line Chart) เปรียบเทียบค่าเฉลี่ยคะแนนตลอด 5 ปีเข้าศึกษา


ตารางที่ 1 ตารางคะแนนเทียบเคียงผลกับ Common European Framework of Reference for Language (CEFR)

CEFR

Level

TOEIC

TOEFL

Paper

TOEFL

CBT

TOEFL

IBT

IELTS

CU-TEP

A1

0 - 110

0 - 310

0 - 30

0 - 8

0 - 1

n/a

A2

110 - 250

310 - 343

33 - 60

9 - 18

1 - 1.5

n/a

.ตรี

B1

380

255 - 400

347 - 393

397 - 433

63 - 90

93 - 120

19 - 29

30 - 40

2.2.5

3 - 3.5

n/a

.โท

B2

450

405 - 600

437 - 473

477 - 510

123 - 150

153 - 180

41 - 52

53 - 64

4

4.5 - 5

n/a

ประมาณ 60

.เอก

C1

520*

605 - 780

513 - 547

550 - 587

183 - 210

213 - 240

65 - 78

79 - 95

5.5 - 6

6.5 - 7

ประมาณ 75

ประมาณ 90

C2

785 - 990

590 - 677

243 - 300

96 - 120

7.5 - 9

ประมาณ 120


TOP Score

TOP Score

TOP Score

TOP Score

TOP Score

TOP Score


990

677

300

120

9

120

ที่มา: อ้างอิงตามประกาศมหาวิทยาลัยราชภัฏนครศรีธรรมราช เรื่อง แนวปฏิบัติจามนโยบายและเป้ามหายการยกระดับมาตรฐานภาษาอังกฤษของนักศึกษาระดับปริญญาตรี พ..2564 ที่ปรับปรุงจาก ประกาศกระทรวงศึกษาธิการ (2557)


ตารางที่ 2 แนวโน้มระดับสมรรถนะภาษาอังกฤษตามกรอบมาตรฐาน CEFR การวิเคราะห์กลุ่มปีเข้าศึกษา 2562 - 2566

ปีเข้าศึกษา

จำนวนนักศึกษา

ที่เข้าสอบ (คน)

แนวโน้มระดับสมรรถนะภาษาอังกฤษ ตามกรอบมาตรฐาน CEFR

A1

A2

B1

B2

C1

C2

จำนวน

(คน)

ร้อยละ

จำนวน

(คน)

ร้อยละ

จำนวน

(คน)

ร้อยละ

จำนวน

(คน)

ร้อยละ

จำนวน

(คน)

ร้อยละ

จำนวน (คน)

ร้อยละ

2562

183

0

0.00

58

31.69

30

16.39

34

18.58

59

32.24

2

1.09

2563

148

0

0.00

36

24.32

25

16.89

40

27.03

47

31.76

0

0.00

2564

139

0

0.00

83

59.71

37

26.62

16

11.51

3

2.16

0

0.00

2565

168

0

0.00

89

52.98

38

22.62

19

11.31

22

13.10

0

0.00

2566

169

0

0.00

110

65.09

27

15.98

16

9.47

16

9.47

0

0.00


จากตารางที่ 2 พบว่าแนวโน้มสมรรถนะภาษาอังกฤษของนักศึกษาคณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี โดยการวิเคราะห์กลุ่มปีเข้าศึกษา 2562 - 2566 มีการเปลี่ยนแปลงในทิศทางที่ลดลง โดยในปีเข้าศึกษา 2562 นักศึกษาส่วนใหญ่มีสมรรถนะอยู่ที่ระดับ C1 และ A2 คิดเป็นร้อยละ 32.24 และ 31.69 ตามลำดับ และเมื่อสิ้นสุดปีเข้าศึกษา 2566 พบว่าสัดส่วนของนักศึกษาในระดับ C1 ลดลงเหลือเพียงร้อยละ 9.47 และส่วนใหญ่มีสมรรถนะอยู่ที่ระดับ A2 คิดเป็นร้อยละ 65.09


ตารางที่ 3 ระดับสมรรถนะภาษาอังกฤษตามกรอบมาตรฐาน CEFR จำแนกตามกลุ่มสาขาวิชา ปีเข้าศึกษา 2562

สาขาวิชา

จำนวนนักศึกษา

ที่เข้าสอบ (คน)

ระดับสมรรถนะภาษาอังกฤษเฉลี่ยจำแนกตามกลุ่มสาขาวิชา

A2

B1

B2

C1

C2

จำนวน

(คน)

ร้อยละ

จำนวน

(คน)

ร้อยละ

จำนวน

(คน)

ร้อยละ

จำนวน

(คน)

ร้อยละ

จำนวน

(คน)

ร้อยละ

เคมี

2

1

50.00

0

0

1

50.00

0

0

0

0

ฟิสิกส์

2

0

0.00

0

0

1

50.00

1

50.00

0

0

ชีววิทยา

19

1

5.26

2

10.53

1

5.26

15

78.95

0

0

คณิตศาสตร์

25

3

12.00

3

12.00

12

48.00

7

28.00

0

0

วิทยาการคอมพิวเตอร์

8

4

50.00

3

37.50

1

12.50

0

0

0

0

เทคโนโลยีสารสนเทศ

12

0

0.00

5

41.67

3

25.00

4

33.33

0

0

เกษตรศาสตร์

14

6

42.86

2

14.29

0

0

6

42.86

0

0

วิทยาศาสตร์การอาหารและโภชนาการ

7

2

28.57

2

28.57

1

14.30

2

28.57

0

0

สาธารณสุขศาสตร์

72

33

45.83

10

13.89

7

9.72

20

27.78

2

2.78

วิทยาศาสตร์สิ่งแวดล้อม

22

8

36.36

3

13.64

7

31.80

4

18.20

0

0

เฉลี่ยรวม

183

58

31.69

30

16.39

34

18.58

59

32.24

2

1.09

หมายเหตุ ไม่พบนักศึกษาที่มีผลคะแนนอยู่ในระดับสมรรถนะ A1 ในกลุ่มปีเข้าศึกษา 2562 2566 จากตารางที่ 3 ผลการวิเคราะห์ระดับสมรรถนะ



ภาษาอังกฤษตามกรอบมาตรฐาน CEFR ของนักศึกษาคณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี จำแนกตามกลุ่มสาขาวิชา ปีเข้าศึกษา 2562 พบว่าในภาพรวมนักศึกษาทั้งหมดจำนวน 183 คน ส่วนใหญ่มีสมรรถนะภาษาอังกฤษอยู่ที่ระดับ C1 จำนวน 59 คน คิดเป็นร้อยละ 32.24 รองลงมาคือระดับ A2 ร้อยละ 31.69 และมีนักศึกษาที่ผ่านเกณฑ์มาตรฐานระดับ B1 ขึ้นไป ร้อยละ 68.31 ของนักศึกษาทั้งหมด

เมื่อพิจารณาจำแนกตามสาขาวิชา พบว่า สาขาวิชาเทคโนโลยีสารสนเทศ และสาขาวิชาฟิสิกส์ มีผลสัมฤทธิ์ทางการทดสอบสูงที่สุด โดยมีสัดส่วนนักศึกษาที่บรรลุระดับ B1 ขึ้นไปอยู่ที่ร้อยละ 100 รองลงมาคือสาขาคณิตศาสตร์ มีสัดส่วนนักศึกษาที่บรรลุระดับ B1 ขึ้นไปอยู่ที่ร้อยละ 88


ตารางที่ 4 ระดับสมรรถนะภาษาอังกฤษตามกรอบมาตรฐาน CEFR จำแนกตามกลุ่มสาขาวิชา ปีเข้าศึกษา 2563

สาขาวิชา

จำนวนนักศึกษา

ที่เข้าสอบ (คน)

ระดับสมรรถนะภาษาอังกฤษเฉลี่ยจำแนกตามกลุ่มสาขาวิชา

A2

B1

B2

C1

C2

จำนวน

(คน)

ร้อยละ

จำนวน

(คน)

ร้อยละ

จำนวน

(คน)

ร้อยละ

จำนวน

(คน)

ร้อยละ

จำนวน

(คน)

ร้อยละ

เคมี

7

3

42.86

0

0

2

28.57

2

28.57

0

0

ฟิสิกส์

2

0

0.00

1

50.00

0

0

1

50.00

0

0

ชีววิทยา

8

1

12.50

1

12.50

4

50.00

2

25.00

0

0

คณิตศาสตร์

10

0

0.00

5

50.00

2

20.00

3

30.00

0

0

วิทยาการคอมพิวเตอร์

9

1

11.11

4

44.44

2

22.22

2

22.22

0

0

เทคโนโลยีสารสนเทศ

13

0

0.00

1

7.70

6

46.15

6

46.15

0

0

เกษตรศาสตร์

12

6

50.00

4

33.33

1

8.33

1

8.33

0

0

วิทยาศาสตร์การอาหารและโภชนาการ

6

5

83.33

0

0

0

0

1

16.67

0

0

สาธารณสุขศาสตร์

71

12

16.90

7

9.86

23

32.39

29

40.85

0

0

วิทยาศาสตร์สิ่งแวดล้อม

10

8

80.00

2

20.00

0

0

0

0

0

0

เฉลี่ยรวม

148

36

24.32

25

16.89

40

27.03

47

31.76

0

0

หมายเหตุ ไม่พบนักศึกษาที่มีผลคะแนนอยู่ในระดับสมรรถนะ A1 ในกลุ่มปีเข้าศึกษา 2562 - 2566


จากตารางที่ 4 ผลการวิเคราะห์ระดับสมรรถนะภาษาอังกฤษตามกรอบมาตรฐาน CEFR ของนักศึกษาคณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี จำแนกตามกลุ่มสาขาวิชา ปีเข้าศึกษา 2563 พบว่าในภาพรวมนักศึกษาทั้งหมดจำนวน 148 คน ส่วนใหญ่มีสมรรถนะภาษาอังกฤษอยู่ที่ระดับ C1 จำนวน 47 คน คิดเป็นร้อยละ 31.76 รองลงมาคือระดับ B2 ร้อยละ 27.03 และมีนักศึกษาที่ผ่านเกณฑ์มาตรฐานระดับ B1 ขึ้นไป ร้อยละ 75.68 ของนักศึกษาทั้งหมด

เมื่อพิจารณาจำแนกตามสาขาวิชา พบว่า สาขาวิชาคณิตศาสตร์, สาขาวิชาเทคโนโลยีสารสนเทศ และสาขาวิชาฟิสิกส์ มีผลสัมฤทธิ์ทางการทดสอบสูงที่สุด โดยมีสัดส่วนนักศึกษาที่บรรลุระดับ B1 ขึ้นไปอยู่ที่ร้อยละ 100 รองลงมาคือสาขาวิทยาการคอมพิวเตอร์มีสัดส่วนนักศึกษาที่บรรลุระดับ B1 ขึ้นไปอยู่ที่ร้อยละ 88.88


ตารางที่ 5 ระดับสมรรถนะภาษาอังกฤษตามกรอบมาตรฐาน CEFR จำแนกตามกลุ่มสาขาวิชา ปีเข้าศึกษา 2564

สาขาวิชา

จำนวนนักศึกษา

ที่เข้าสอบ (คน)

ระดับสมรรถนะภาษาอังกฤษเฉลี่ยจำแนกตามกลุ่มสาขาวิชา

A2

B1

B2

C1

C2

จำนวน

(คน)

ร้อยละ

จำนวน

(คน)

ร้อยละ

จำนวน

(คน)

ร้อยละ

จำนวน

(คน)

ร้อยละ

จำนวน

(คน)

ร้อยละ

เคมี

7

4

57.14

2

28.57

1

14.29

0

0

0

0

ฟิสิกส์*












ชีววิทยา

7

1

14.29

6

85.71

0

0

0

0

0

0

คณิตศาสตร์

13

6

46.15

3

23.08

2

15.38

2

15.38

0

0

วิทยาการคอมพิวเตอร์

7

6

85.71

1

14.29

0

0

0

0

0

0

เทคโนโลยีสารสนเทศ

11

4

36.36

5

45.46

2

18.18

0

0

0

0

เกษตรศาสตร์

15

8

53.33

3

20

4

26.67

0

0

0

0

วิทยาศาสตร์การอาหารและโภชนาการ**












สาธารณสุขศาสตร์

68

45

66.18

15

22.06

7

10.29

1

1.47

0

0

วิทยาศาสตร์สิ่งแวดล้อม

11

9

81.82

2

18.18

0

0

0

0

0

0

เฉลี่ยรวม

139

83

59.71

37

26.62

16

11.51

3

2.16

0

0

หมายเหตุ

1. *สาขาวิชาฟิสิกส์ อยู่ระหว่างการปรับปรุงหลักสูตร งดรับนักศึกษาในปีเข้าศึกษา 2564

2. **สาขาวิชาวิทยาศาสตร์การอาหารและโภชนาการ อยู่ระหว่างการปรับปรุงหลักสูตร งดรับนักศึกษาในปีเข้าศึกษา 2564 และปรับปรุงเป็นสาขาวิชาวิทยาการการประกอบอาหาร ในปีเข้าศึกษา 2565 - 2566

3. ไม่พบนักศึกษาที่มีผลคะแนนอยู่ในระดับสมรรถนะ A1 ในกลุ่มปีเข้าศึกษา 2562 - 2566


จากตารางที่ 5 ผลการวิเคราะห์ระดับสมรรถนะภาษาอังกฤษตามกรอบมาตรฐาน CEFR ของนักศึกษาคณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี จำแนกตามกลุ่มสาขาวิชา ปีเข้าศึกษา 2564 พบว่าในภาพรวมนักศึกษาทั้งหมดจำนวน 139 คน ส่วนใหญ่มีสมรรถนะภาษาอังกฤษอยู่ที่ระดับ A2 จำนวน 83 คน คิดเป็นร้อยละ 59.71 รองลงมาคือระดับ B1 ร้อยละ 26.62 และมีนักศึกษาที่ผ่านเกณฑ์มาตรฐานระดับ B1 ขึ้นไป ร้อยละ 40.29 ของนักศึกษาทั้งหมด

เมื่อพิจารณาจำแนกตามสาขาวิชา พบว่า สาขาวิชาชีววิทยา มีผลสัมฤทธิ์ทางการทดสอบสูงที่สุด โดยมีสัดส่วนนักศึกษาที่บรรลุระดับ B1 ขึ้นไปอยู่ที่ร้อยละ 85.71 รองลงมาคือสาขาวิชาเทคโนโลยีสารสนเทศมีสัดส่วนนักศึกษาที่บรรลุระดับ B1 ขึ้นไปอยู่ที่ร้อยละ 63.64



ตารางที่ 6 ระดับสมรรถนะภาษาอังกฤษตามกรอบมาตรฐาน CEFR จำแนกตามกลุ่มสาขาวิชา ปีเข้าศึกษา 2565

สาขาวิชา


จำนวนนักศึกษา

ที่เข้าสอบ (คน)

ระดับสมรรถนะภาษาอังกฤษเฉลี่ยจำแนกตามกลุ่มสาขาวิชา

A2

B1

B2

C1

C2

จำนวน

(คน)

ร้อยละ

จำนวน

(คน)

ร้อยละ

จำนวน

(คน)

ร้อยละ

จำนวน

(คน)

ร้อยละ

จำนวน

(คน)

ร้อยละ

เคมี

3

0

0

0

0

1

33.33

2

66.67

0

0

ฟิสิกส์*












ชีววิทยา

5

4

80.00

0

0

1

20.00

0

0

0

0

คณิตศาสตร์

5

2

40.00

3

60.00

0

0

0

0

0

0

วิทยาการคอมพิวเตอร์

20

10

50.00

6

30.00

2

10.00

2

10.00

0

0

เทคโนโลยีสารสนเทศและนวัตกรรมดิจิทัล**

20

16

80.00

3

15.00

1

5

0

0

0

0

เกษตรศาสตร์

23

8

34.78

10

43.48

2

8.70

3

13.04

0

0

วิทยาการการประกอบอาหาร***

18

15

83.33

2

11.11

1

5.56

0

0

0

0

สาธารณสุขศาสตร์

63

26

41.27

12

19.05

11

17.46

14

22.22

0

0

วิทยาศาสตร์สิ่งแวดล้อม

11

8

72.73

2

18.18

0

0

1

9.09

0

0

เฉลี่ยรวม

168

89

52.98

38

22.62

19

11.31

22

13.10

0

0

หมายเหตุ

1. *สาขาวิชาฟิสิกส์ อยู่ระหว่างการปรับปรุงหลักสูตร งดรับนักศึกษาในปีเข้าศึกษา 2565

2.**สาขาวิชาเทคโนโลยีสารสนเทศและนวัตกรรมดิจิทัล ปรับปรับปรุงมาจากสาขาวิชาเทคโนโลยีสารสนเทศ ในปีเข้าศึกษา 2565 - 2566

3.***สาขาวิชาวิทยาการการประกอบอาหาร ปรับปรุงมาจากสาขาวิชาวิทยาศาสตร์การอาหารและโภชนาการ ในปีเข้าศึกษา 2565 - 2566

4.ไม่พบนักศึกษาที่มีผลคะแนนอยู่ในระดับสมรรถนะ A1 ในกลุ่มปีเข้าศึกษา 2562 - 2566


จากตารางที่ 6 ผลการวิเคราะห์ระดับสมรรถนะภาษาอังกฤษตามกรอบมาตรฐาน CEFR ของนักศึกษาคณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี จำแนกตามกลุ่มสาขาวิชา ปีเข้าศึกษา 2565 พบว่าในภาพรวมนักศึกษาทั้งหมดจำนวน 168 คน ส่วนใหญ่มีสมรรถนะภาษาอังกฤษอยู่ที่ระดับ A2 จำนวน 89 คน คิดเป็นร้อยละ 52.98 รองลงมาคือระดับ B1 จำนวน 38 คน ร้อยละ 22.62 และมีนักศึกษาที่ผ่านเกณฑ์มาตรฐานระดับ B1 ขึ้นไป ร้อยละ 47.02 ของนักศึกษาทั้งหมด

เมื่อพิจารณาจำแนกตามสาขาวิชา พบว่า สาขาวิชาเคมี มีผลสัมฤทธิ์ทางการทดสอบสูงที่สุด โดยมีสัดส่วนนักศึกษาที่บรรลุระดับ B1 ขึ้นไปอยู่ที่ร้อยละ 100 รองลงมาคือสาขาวิชาเกษตรศาสตร์มีสัดส่วนนักศึกษาที่บรรลุระดับ B1 ขึ้นไปอยู่ที่ร้อยละ 65.62


ตารางที่ 7 ระดับสมรรถนะภาษาอังกฤษตามกรอบมาตรฐาน CEFR จำแนกตามกลุ่มสาขาวิชา ปีเข้าศึกษา 2566

สาขาวิชา

จำนวนนักศึกษา

ที่เข้าสอบ (คน)

ระดับสมรรถนะภาษาอังกฤษเฉลี่ยจำแนกตามกลุ่มสาขาวิชา

A2

B1

B2

C1

C2

จำนวน

(คน)

ร้อยละ

จำนวน

(คน)

ร้อยละ

จำนวน

(คน)

ร้อยละ

จำนวน

(คน)

ร้อยละ

จำนวน

(คน)

ร้อยละ

เคมี*












ฟิสิกส์*












ชีววิทยา

12

4

33.33

2

16.67

2

16.67

4

33.33

0

0

คณิตศาสตร์

8

5

62.50

3

37.50

0

0

0

0

0

0

วิทยาการคอมพิวเตอร์

29

14

48.28

6

20.69

6

20.69

3

10.34

0

0

เทคโนโลยีสารสนเทศและนวัตกรรมดิจิทัล**

20

15

75.00

5

25.00

0

0

0

0

0

0

เกษตรศาสตร์

21

16

76.19

1

4.76

1

4.76

3

14.29

0

0

วิทยาการการประกอบอาหาร***

11

9

81.82

0

0

1

9.09

1

9.09

0

0

สาธารณสุขศาสตร์

62

45

72.58

7

11.29

5

8.06

5

8.06

0

0

วิทยาศาสตร์สิ่งแวดล้อม

6

2

33.33

3

50.00

1

16.67

0

0.00

0

0

เฉลี่ยรวม

169

110

65.09

27

15.98

16

9.47

16

9.47

0

0

หมายเหตุ

1.*สาขาวิชาฟิสิกส์ และสาขาวิชาเคมี อยู่ระหว่างการปรับปรุงหลักสูตร งดรับนักศึกษาในปีเข้าศึกษา 2566

2.**สาขาวิชาเทคโนโลยีสารสนเทศและนวัตกรรมดิจิทัล ปรับปรับปรุงมาจากสาขาวิชาเทคโนโลยีสารสนเทศ ในปีเข้าศึกษา 2565 2566

3.***สาขาวิชาวิทยาการการประกอบอาหาร ปรับปรุงมาจากสาขาวิชาวิทยาศาสตร์การอาหารและโภชนาการ ในปีเข้าศึกษา 2565 - 2566

4. ไม่พบนักศึกษาที่มีผลคะแนนอยู่ในระดับสมรรถนะ A1 ในกลุ่มปีเข้าศึกษา 2562 - 2566


จากตารางที่ 7 ผลการวิเคราะห์ระดับสมรรถนะภาษาอังกฤษตามกรอบมาตรฐาน CEFR ของนักศึกษาคณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี จำแนกตามกลุ่มสาขาวิชา ปีเข้าศึกษา 2566 พบว่าในภาพรวมนักศึกษาทั้งหมดจำนวน 169 คน ส่วนใหญ่มีสมรรถนะภาษาอังกฤษอยู่ที่ระดับ A2 จำนวน 110 คน คิดเป็นร้อยละ 65.09 รองลงมาคือระดับ B1 จำนวน 27 คน ร้อยละ 15.98 และมีนักศึกษาที่ผ่านเกณฑ์มาตรฐานระดับ B1 ขึ้นไป ร้อยละ 34.91 ของนักศึกษาทั้งหมด

เมื่อพิจารณาจำแนกตามสาขาวิชา พบว่า สาขาวิชาวิทยาศาสตร์สิ่งแวดล้อม และสาขาวิชาชีววิทยา มีผลสัมฤทธิ์ทางการทดสอบสูงที่สุด โดยมีสัดส่วนนักศึกษาที่บรรลุระดับ B1 ขึ้นไปเท่ากัน อยู่ที่ร้อยละ 66.67 รองลงมาคือสาขาวิชาวิทยาการคอมพิวเตอร์มีสัดส่วนนักศึกษาที่บรรลุระดับ B1 ขึ้นไปอยู่ที่ร้อยละ 51.72


ตารางที่ 8 เปรียบเทียบสัดส่วนนักศึกษาที่มีสมรรถนะภาษาอังกฤษผ่านเกณฑ์ระดับ B1 ขึ้นไป จำแนกตามวิชาและปีเข้าศึกษา


สาขาวิชา

เปรียบเทียบสัดส่วนนักศึกษาที่มีสมรรถนะภาษาอังกฤษผ่านเกณฑ์ระดับ B1 ขึ้นไป

ข้อมูลสถิติ/ปีเข้าศึกษา

2562

2563

2564

2565


2566

จำนวนนักศึกษา

ที่เข้าสอบ (คน)

สอบผ่านเกณฑ์

B1

ขึ้นไป

(คน)

ร้อยละ

จำนวนนักศึกษา

ที่เข้าสอบ (คน)

สอบผ่านเกณฑ์

B1

ขึ้นไป

(คน)

ร้อยละ

จำนวนนักศึกษา

ที่เข้าสอบ (คน)

สอบผ่านเกณฑ์

B1

ขึ้นไป

(คน)

ร้อยละ

จำนวนนักศึกษา

ที่เข้าสอบ (คน)

สอบผ่านเกณฑ์

B1

ขึ้นไป

(คน)

ร้อยละ

จำนวนนักศึกษา

ที่เข้าสอบ (คน)

สอบผ่านเกณฑ์

B1

ขึ้นไป

(คน)

ร้อยละ

เคมี

2

1

50.00

7

4

57.14

7

3

42.86

3

3

100.00




ฟิสิกส์

2

2

100.00

2

2

100.00


0

0







ชีววิทยา

19

18

94.74

8

7

87.50

7

6

85.71

5

1

20.00

12

8

66.67

คณิตศาสตร์

25

22

88.00

10

10

100.00

13

7

53.85

5

3

60.00

8

3

37.50

วิทยาการคอมพิวเตอร์

8

4

50.00

9

8

88.89

7

1

14.29

20

10

50.00

29

15

51.72

เทคโนโลยีสารสนเทศและ

12

12

100.00

13

13

100.00

11

7

63.64

20

4

20.00

20

5

25.00

นวัตกรรมดิจิทัล *
















เกษตรศาสตร์

14

8

57.14

12

6

50.00

15

7

46.67

23

15

65.22

21

5

23.81

วิทยาการการ

ประกอบอาหาร **

7

5

71.43

6

1

16.67




18

3

16.67

11

2

18.18

สาธารณสุขศาสตร์

72

39

54.17

71

59

83.10

68

23

33.82

63

37

58.73

62

17

27.42

วิทยาศาสตร์สิ่งแวดล้อม

22

14

63.64

10

2

20.00

11

2

18.18

11

3

27.27

6

4

66.67

หมายเหตุ

1.*สาขาวิชาเทคโนโลยีสารสนเทศและนวัตกรรมดิจิทัล ปรับปรับปรุงมาจากสาขาวิชาเทคโนโลยีสารสนเทศ ในปีการศึกษา 2565 - 2566

2.**สาขาวิชาวิทยาการการประกอบอาหาร ปรับปรุงมาจากสาขาวิชาวิทยาศาสตร์การอาหารและโภชนาการ ในปีการศึกษา 2565 - 2566


จากตารางที่ 8 เมื่อพิจารณารายปี พบประเด็นที่เป็นนัยสำคัญในปีเข้าศึกษา 2564 ซึ่งระดับสมรรถนะภาษาอังกฤษปรากฏแนวโน้มลดลงอย่างชัดเจน โดยผู้วิจัยได้วิเคราะห์ปัจจัยที่ส่งผลกระทบออกเป็น 3 ด้านหลัก ดังนี้


1) ข้อจำกัดด้านพื้นฐานความรู้เดิม

พบว่านักศึกษาแรกเข้ามีความหลากหลายทางทักษะ โดยส่วนใหญ่อยู่ในระดับพื้นฐาน (Pre-A1) ซึ่งต่ำกว่าเกณฑ์มาตรฐานของผู้สำเร็จการศึกษาระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย ส่งผลให้การพัฒนาสมรรถนะสู่ระดับที่สูงขึ้นเป็นไปได้ยากภายใต้กรอบเวลาที่จำกัด


2) บริบทและโครงสร้างหลักสูตร

ในปีการศึกษา 2564 เป็นช่วงสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรค COVID-19ซึ่งปรับรูปแบบการสอนสู่ระบบออนไลน์เต็มรูปแบบ อาจส่งผลต่อประสิทธิภาพในการรับรู้และการโต้ตอบเชิงภาษา นอกจากนี้ยังมีการปรับลดจำนวนรายวิชาภาษาอังกฤษพื้นฐานในหลักสูตรจาก 4 รายวิชา เหลือเพียง 3 รายวิชา ซึ่งมีส่วนทำให้ระยะเวลาในการบ่มเพาะทักษะของผู้เรียนลดน้อยลง

3) การบริหารจัดการและสภาพแวดล้อมทางการเรียนรู้

ในด้านการจัดกลุ่มเรียนตามสาขาวิชา (Department-based) อาจเป็นข้อจำกัดในการบริหารจัดการชั้นเรียนภาษาที่มีระดับความสามารถแตกต่างกัน (Heterogeneous Classes) ประกอบกับสภาพแวดล้อมและสังคมการเรียนรู้ที่ยังไม่เอื้อต่อการประยุกต์ใช้ภาษาอังกฤษในชีวิตประจำวันอย่างเป็นรูปธรรม จึงส่งผลให้นักศึกษายังไม่ตระหนักถึงความจำเป็นในการพัฒนาทักษะภาษาอังกฤษอย่างจริงจัง


ตารางที่ 9 เปรียบเทียบสัดส่วนนักศึกษาที่มีสมรรถนะภาษาอังกฤษผ่านเกณฑ์ระดับ B1 ขึ้นไป จำแนกตามกลุ่มศาสตร์วิชา และปีเข้าศึกษา


กลุ่มศาสตร์วิชา/ ปีการศึกษา

เปรียบเทียบสัดส่วนนักศึกษาที่มีสมรรถนะภาษาอังกฤษผ่านเกณฑ์ระดับ B1 ขึ้นไป จำแนกตามกลุ่มศาสตร์วิชาและปีการศึกษา (ร้อยละ)

ค่าเฉลี่ย

*แยกตามกลุ่มศาสตร์วิชา

2562

2563

2564

2565

2566

กลุ่มวิทยาศาสตร์บริสุทธิ์

89.58

85.19

59.26

53.85

20.00

61.58

กลุ่มเทคโนโลยีและนวัตกรรมดิจิทัล

80.00

95.45

44.44

35.00

49.00

60.78

กลุ่มวิทยาศาสตร์ประยุกต์และเกษตร

61.90

38.89

46.67

43.90

32.00

44.67

กลุ่มวิทยาศาสตร์สุขภาพและสิ่งแวดล้อม

56.38

75.31

31.65

54.05

68.00

57.08

ค่าเฉลี่ย *แยกตามปีการศึกษา

71.97

73.71

45.51

46.70

42.25


หมายเหตุ:

1. การจัดกลุ่มสาขาวิชาอย่างเป็นทางการ 4 กลุ่มศาสตร์ รายละเอียดดังนี้

1.1 กลุ่มวิทยาศาสตร์บริสุทธิ์ ได้แก่ เคมี, ฟิสิกส์, ชีววิทยา, คณิตศาสตร์

1.2 กลุ่มเทคโนโลยีและนวัตกรรมดิจิทัล ได้แก่ วิทยาการคอมพิวเตอร์, เทคโนโลยีสารสนเทศ

1.3 กลุ่มวิทยาศาสตร์ประยุกต์และเกษตร ได้แก่ เกษตรศาสตร์, วิทยาศาสตร์การอาหารและโภชนาการ

1.4 กลุ่มวิทยาศาสตร์สุขภาพและสิ่งแวดล้อม ได้แก่ สาธารณสุขศาสตร์, วิทยาศาสตร์สิ่งแวดล้อม


เมื่อเปรียบเทียบสัดส่วนนักศึกษาที่มีสมรรถนะภาษาอังกฤษผ่านเกณฑ์ระดับ B1 ขึ้นไป จำแนกตามกลุ่มศาสตร์วิชา พบว่า กลุ่มวิทยาศาสตร์บริสุทธิ์ เป็นกลุ่มที่มีสัดส่วนนักศึกษาผ่านเกณฑ์ระดับ B1 ขึ้นไป ค่าเฉลี่ยในทุกปีเข้าศึกษาสูงที่สุด อยู่ที่ร้อยละ 61.58 รองลงมาคือ กลุ่มเทคโนโลยีและนวัตกรรมดิจิทัล อยู่ที่ร้อยละ 60.78 ในขณะที่กลุ่มวิทยาศาสตร์สุขภาพและสิ่งแวดล้อม แม้จะมีสัดส่วนผ่านเกณฑ์ฯ เริ่มต้นที่น้อยกว่าในปีเข้าศึกษา 2562 แต่พบว่ามี อัตราการเติบโต (Growth Rate) ที่น่าสนใจในช่วงปีเข้าศึกษา2563 และมีค่าใกล้เคียงกับค่าเฉลี่ยในทุกปีเข้าศึกษาสูงที่สุด (ภาพที่ 1)


ในส่วนของการวิเคราะห์ค่าเฉลี่ยรวมตามปีเข้าศึกษา (.. 2562 - 2566) พบว่าทิศทางของค่าเฉลี่ยมีความสอดคล้องกับเหตุการณ์สำคัญในช่วงเวลานั้นๆ โดยในปีฐาน (2562) ค่าเฉลี่ยเริ่มต้นอยู่ที่ร้อยละ 71.97 และคงที่อยู่ที่ร้อยละ 73.71 (2563) และยังคงมีแนวโน้มลดลงเรื่อยๆ ในปีเข้าศึกษา 2564 - 2566 ซึ่งผู้วิจัยคาดว่าเป็นปรากฏการณ์นี้เกิดจากตัวแปรที่ซับซ้อน ส่งผลกระทบออกเป็น 2 ด้านหลัก ดังนี้


1) ด้านความต่อเนื่องของความรู้ (Learning Loss)

ที่พบว่าสภาวะการลดลงของสัดส่วนผู้ผ่านเกณฑ์ B1 อาจสะท้อนถึงปรากฏการณ์ ถดถอยทางการเรียนรู้ (Learning Loss) ที่สั่งสมมาอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในช่วงรอยต่อของการเปลี่ยนผ่านรูปแบบการเรียนการสอน ซึ่งส่งผลให้ความเข้มข้นในการฝึกฝนทักษะการฟังและการอ่านเชิงวิเคราะห์ (ซึ่งเป็นหัวใจของระดับ B1) ลดน้อยลง


2) ด้านพฤติกรรมและความตระหนักของผู้เรียน (Attitude & Motivation)

อีกประเด็นที่ส่งผลต่อแนวโน้มที่ลดลง คือ ความต่อเนื่องในการฝึกฝน (Retention of Skills) เนื่องจากนักศึกษาอาจขาดสภาพแวดล้อมที่กระตุ้นการใช้ภาษาอังกฤษอย่างสม่ำเสมอหลังจากสิ้นสุดรายวิชาบังคับ ทำให้ระดับสมรรถนะไม่สามารถพัฒนาไปถึงระดับ B1 หรือเกิดการถดถอยของสมรรถนะเดิมที่เคยมีอยู่

แม้ในภาพรวมจะปรากฏแนวโน้มลดลง แต่เมื่อจำแนกรายกลุ่มศาสตร์พบว่า กลุ่มวิทยาศาสตร์บริสุทธิ์ พบความเปลี่ยนแปลงที่น่ากังวล โดยในปีเข้าศึกษา 2562 มีสัดส่วนนักศึกษาผ่านเกณฑ์ B1 สูงถึงร้อยละ 89.58 แต่กลับมีแนวโน้มลดลงอย่างต่อเนื่อง ในปีเข้าศึกษา 2563 (ร้อยละ 85.19), 2564 (ร้อยละ 59.26), 2565 (ร้อยละ 53.85) และลดลงสู่ระดับต่ำสุดในปีเข้าศึกษา 2566 ที่ร้อยละ 20.00 ซึ่งคิดเป็นการลดลงรวมถึงร้อยละ 69.58 เมื่อเทียบกับปีฐาน

จากการวิเคราะห์ข้อมูลกลุ่มวิทยาศาสตร์บริสุทธิ์ พบประเด็นสำคัญที่ต้องนำมาพิจารณาร่วมกับระดับสมรรถนะที่ลดลง คือ ความผันแปรของขนาดกลุ่มประชากร (Sample Size Variation) โดยในปีเข้าศึกษา 2562 มีจำนวนนักศึกษาเข้าสอบเป็นจำนวนมาก ทำให้ค่าร้อยละสะท้อนภาพรวมได้เสถียร แต่ในปีเข้าศึกษา 2566 พบว่าจำนวนนักศึกษาเข้าสอบ ลดลงอย่างมีนัยสำคัญ ส่งผลให้ค่าร้อยละมีความไวต่อการเปลี่ยนแปลง (Sensitive to Change) สูงขึ้น แม้นักศึกษาเพียงไม่กี่คนที่มีผลการสอบไม่ผ่านเกณฑ์ ก็สามารถส่งผลให้สัดส่วนร้อยละในภาพรวมลดลงอย่างรวดเร็วได้ เนื่องจากขนาดกลุ่มประชากรในแต่ละปีมีความแตกต่างกันอย่างชัดเจน ผู้วิจัยจึงตระหนักถึงความคลาดเคลื่อนจากการสุ่ม (Sampling Error) ที่อาจเกิดขึ้น โดยเฉพาะในปีเข้าศึกษา 2566 ที่มีจำนวนผู้เข้าสอบน้อยที่สุด เพราะสาขาวิชาฟิสิกส์และสาขาวิชาเคมี งดรับนักศึกษาเนื่องจากอยู่ระหว่างการปรับปรุงหลักสูตร ซึ่งอาจส่งผลให้ค่าสถิติที่ปรากฏมีความคลาดเคลื่อนจากระดับความสามารถที่แท้จริงของนักศึกษาในภาพรวม

อย่างไรก็ตาม ตัวเลขร้อยละ 20.00 นี้ ยังคงเป็นสัญญาณเตือน (Alert Signal) ที่สำคัญในเชิงคุณภาพ แม้ขนาดตัวอย่างจะน้อย แต่ก็สะท้อนให้เห็นว่านักศึกษาในกลุ่มที่เข้าสอบในปีนั้นๆ ประสบปัญหาในการทำคะแนนให้ถึงระดับ B1 จริง



ภาพที่ 1 สัดส่วนนักศึกษาที่มีสมรรถนะภาษาอังกฤษผ่านเกณฑ์ระดับ B1 ขึ้นไป จำแนกตามกลุ่มศาสตร์วิชา และปีเข้าศึกษา


จากการวิเคราะห์แนวโน้มระดับสมรรถนะภาษาอังกฤษตามมาตรฐาน CEFR ของนักศึกษาคณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยราชภัฏนครศรีธรรมราช ปีเข้าศึกษา 2562 - 2566 สามารถสรุปประเด็นสำคัญได้ดังนี้


1) ภาพรวมระดับสมรรถนะและการเปลี่ยนแปลงในรอบ 5 ปี

มีทิศทางถดถอยลงอย่างมีนัยสำคัญ โดยเฉพาะสัดส่วนของนักศึกษาที่ผ่านเกณฑ์ระดับ B1 ขึ้นไป ที่ลดลงอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปีเข้าศึกษา 2564 เป็นต้นมา ทั้งนี้ แม้ในช่วงปีเข้าศึกษา 2562 - 2563 ผู้เรียนส่วนใหญ่จะมีพื้นฐานอยู่ในระดับ A2 และสามารถยกระดับสู่ B1 ได้ในสัดส่วนที่สูง แต่ปัจจัยสะสมจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรค COVID-19 และการปรับเปลี่ยนรูปแบบการเรียนการสอน ส่งผลให้ในปีเข้าศึกษา 2565 - 2566 สัดส่วนผู้ที่อยู่ในระดับ B1 ลดน้อยลงอย่างมีนัยสำคัญ และนักศึกษาส่วนใหญ่ยังคงเกาะกลุ่มอยู่ในระดับ A2


2) ความสำเร็จในการบรรลุเกณฑ์มาตรฐาน B1 ขึ้นไป

เมื่อพิจารณาเฉพาะการผ่านเกณฑ์ระดับ B1 ซึ่งเป็นดัชนีชี้วัดความสำเร็จตามเป้าหมายของคณะ พบว่ามี “อัตราการเพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดด” โดยในปีเข้าศึกษา 2566 มีสัดส่วนนักศึกษาที่บรรลุเกณฑ์นี้สูงกว่าปีฐาน (2562) อย่างเห็นได้ชัด สะท้อนถึงประสิทธิภาพของการส่งเสริมทักษะภาษาอังกฤษภายในคณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี


3) ความแตกต่างระหว่างกลุ่มศาสตร์วิชา

จากการเปรียบเทียบพบว่า “กลุ่มศาสตร์เทคโนโลยีและนวัตกรรมดิจิทัล” มีสัดส่วนการผ่านเกณฑ์ระดับ B1 สูงที่สุดอย่างต่อเนื่องตลอด 5 ปี รองลงมาคือกลุ่มศาสตร์วิทยาศาสตร์บริสุทธิ์ ในขณะที่กลุ่มศาสตร์วิทยาศาสตร์สุขภาพและสิ่งแวดล้อม และกลุ่มศาสตร์วิทยาศาตร์ประยุกต์และเกษตร แม้จะมีสัดส่วนผ่านเกณฑ์เริ่มต้นที่น้อยกว่า แต่พบว่ามี “อัตราการเติบโต (Growth Rate)” ที่น่าสนใจและมีแนวโน้มลดช่องว่างทางสมรรถนะลงได้ในช่วงปีการศึกษาล่าสุด

อย่างไรก็ตาม แนวโน้มที่ลดลงนี้เป็นข้อมูลเชิงประจักษ์ที่สำคัญซึ่งชี้ให้เห็นถึง ความจำเป็นเร่งด่วนในการทบทวนยุทธศาสตร์การพัฒนาทักษะภาษาอังกฤษ โดยเฉพาะการเพิ่มความถี่ในการสัมผัสภาษา (Exposure to Language) และการปรับปรุงเกณฑ์การคัดเลือกหรือการสนับสนุนเครื่องมือช่วยเรียนรู้ที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น เพื่อยับยั้งการลดลงของสมรรถนะในอนาคต


อภิปรายผลการศึกษา

จากผลการศึกษาที่พบว่าระดับสมรรถนะภาษาอังกฤษในภาพรวม โดยเฉพาะกลุ่มวิทยาศาสตร์บริสุทธิ์ มีแนวโน้มลดลงอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปีเข้าศึกษา 2562 - 2566 นั้น สะท้อนให้เห็นถึงความเปลี่ยนแปลงที่มีนัยสำคัญทางสถิติและบริบททางการศึกษา ดังนี้


ประเด็นที่ 1

ขนาดกลุ่มตัวอย่างที่ลดลง (Sample Size Effect) พบว่าสาเหตุสำคัญประการแรกเกิดจากความผันแปรของจำนวนนักศึกษาเข้าสอบ โดยพบว่าในปีเข้าศึกษา 2566 มีจำนวนลดลงอย่างมากเมื่อเทียบกับปีฐานซึ่งสอดคล้องกับหลักสถิติที่ว่าขนาดกลุ่มตัวอย่างที่เล็ก (Small Sample Size) ส่งผลให้ค่าร้อยละมีความอ่อนไหวต่อความคลาดเคลื่อนได้ง่าย ทำให้ภาพรวมดูเหมือนสมรรถนะลดลงอย่างก้าวกระโดด ทั้งที่อาจเกิดจากลักษณะเฉพาะบุคคลของกลุ่มผู้เข้าสอบในปีนั้น ๆ


ประเด็นที่ 2

ผลกระทบของสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรค COVID-19 และการเรียนออนไลน์ พบว่าสอดคล้องกับงานวิจัยของ สกนธ์ชัย ชะนูนันท์ และ สุริยา ชาปู่ (2567) กล่าวถึง ผลกระทบของการเรียนการสอนออนไลน์ที่มีต่อนักเรียน ด้านการเรียนรู้ภาพรวมอยู่ในระดับมาก โดยเรื่องเฉพาะเรื่องการขาดการลงมือปฏิบัติในรายวิชาที่มีกิจกรรมปฏิบัติที่มีผลประเมินอยู่ในระดับมากและมีค่าเฉลี่ยสูงสุด ซึ่งเป็นนักเรียนในกลุ่มปีเข้าศึกษา 2564 - 2566 คือกลุ่มที่ได้รับผลกระทบโดยตรงจากการเรียนในระบบออนไลน์ ทำให้ปฏิสัมพันธ์เชิงภาษา (Interaction) และการฝึกฝนทักษะการสื่อสารในชั้นเรียนลดลง เช่นเดียวกับงานวิจัยของ นิภาพรรณ เจนสันติกุล (2564) กล่าวถึงผลกระทบที่เกิดกับผู้เรียนที่เกี่ยวกับความไม่พร้อมของอุปกรณ์การเรียนการสอน เช่น โทรศัพท์มือถือ คอมพิวเตอร์แบบพกพา โทรทัศน์เนื่องจากมีรุ่นและสภาพการใช้งานที่แตกต่างกัน ดังนั้นการส่งสัญญาณ, คุณภาพของเสียง และความคมชัดของภาพจึงมีลักษณะที่ไม่เป็นรูปแบบเดียวกัน และหากผู้เรียนอาศัยในพื้นที่ที่ไม่มีสัญญาณโทรศัพท์อาจทําให้ไม่สามารถเข้าถึงการเรียนออนไลน์ได้อย่างต่อเนื่องเมื่อเทียบกับผู้เรียนที่อาศัยในพื้นที่อื่นที่มีสัญญาณโทรศัพท์ชัดเจน ซึ่งสอดคล้องกับงานวิจัยของธวัชชัย ขวัญเมือง (2566) หนึ่งในปัจจัยที่มีผลต่อภาวะการถดถอยการเรียนรู้ของนักเรียนภายใต้สถานการณ์การแพร่ระบาดของโรค COVID-19 สามารถคือ ปัจจัยระดับบุคคล ในด้านฐานะของครอบครัว โดยนักเรียนที่มีครอบครัวฐานะทางบ้านสูงมักมีโอกาสเข้าถึงหนังสือ อุปกรณ์ การเรียน สื่อการเรียนออนไลน์และการเรียนพิเศษที่มีคุณภาพได้มากขึ้น ในทางตรงกันข้ามนักเรียนที่ ครอบครัวมีฐานะยากจนมักขนาดแคลนทรัพยากรเหล่านี้ ซึ่งทำให้พวกเขาขาดโอกาสในการเรียนรู้ และพัฒนาการเรียนรู้ให้ดีขึ้นอีกด้วย


ประเด็นที่ 3

แรงจูงใจ จะพบว่าการที่สภาพแวดล้อมของผู้เรียนสายวิทยาศาสตร์มักเน้นทฤษฎีเฉพาะทางมากกว่าการสื่อสารภาษาอังกฤษในชีวิตประจำวัน ทำให้ผู้เรียนไม่เห็นความจำเป็นเชิงประจักษ์ (Perceived Usefulness) ในการรักษาหรือยกระดับสมรรถนะให้ถึงระดับ B1 ซึ่งการลดลงของทักษะในกลุ่มวิทยาศาสตร์บริสุทธิ์สามารถอธิบายได้ด้วยทฤษฎี Ideal L2 Self ของ Dörnyei ที่ระบุว่าผู้เรียนต้องมีภาพจินตนาการในอนาคตที่ชัดเจนว่าการเก่งภาษาจะช่วยให้เขาสำเร็จได้ ทำให้แรงจูงใจในการรักษาความพยายามลดน้อยลง (Dörnyei, 2005) หรืออาจะเป็นการสร้างแรงจูงใจ โดยการสร้างพื้นฐานการเรียนรู้จากสื่อรอบตัว เช่นเดียวกับงานวิจัยของ ธวัช ทะเพชร และ นเรศ สุรสิทธิ์ (2566) ที่กล่าวถึงแนวทางแก้ไขปัญหาในการสอบวัดความรู้ภาษาอังกฤษตามเกณฑ์มาตรฐาน CEFR ด้วยการใช้สื่อภาพยนตร์ เพลง และข่าวสารข้อมูลต่าง ๆ ใน การช่วยฝึกทักษะการฟังหมั่นฝึกฝนการฟังอย่างสม่ำเสมอ ทั้งฝึกออกเสียงภาษาอังกฤษด้วยการร้องเพลงจะ ช่วยฝึกการหัดออกเสียง หรือใช้แอปพลิเคชั่นช่วยพัฒนาทั้งสามารถตั้งระยะเวลาที่ต้องการเรียนภาษา ตลอดถึงการอ่านเรื่องสั้นภาษาอังกฤษตามระดับภาษาที่จะทำให้ได้ทั้งความสนุกสนาน และความรู้ ภาษาอังกฤษมีประสิทธิภาพและวิธีการเรียนรู้ที่ส่งผลดีต่อตนเอง ควรมีโอกาสสนทนากับชาวต่างชาติ อันจะทำให้เกิดความสนุกในการเรียนรู้ภาษาหรือมองเห็นข้อบกพร่องทางการใช้ภาษาและแก้ไขปรับปรุงข้อผิดพลาดที่จะส่งเสริมให้การเรียนรู้เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและส่งผลให้มีความรู้สึกว่าภาษาอังกฤษเป็นวิชาที่มีประโยชน์ มีความสำคัญและจำเป็น มีคุณค่าควรแก่การศึกษาอีกด้วย

นอกจากนี้ ในการดำเนินวิจัยครั้งนี้ ผู้วิจัยพบประเด็นที่เป็นข้อจำกัดซึ่งอาจส่งผลต่อการตีความผลการศึกษาในบางมิติ ดังนี้

1) ความผันแปรของขนาดประชากรและกลุ่มตัวอย่าง (Sample Size Fluctuation) เนื่องจากจำนวนนักศึกษาที่เข้าสอบวัดระดับสมรรถนะภาษาอังกฤษในแต่ละปีการศึกษามีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญ โดยเฉพาะใน ปีเข้าศึกษา 2566 ที่มีจำนวนนักศึกษาเข้าสอบน้อยกว่าปีฐาน 2562 ส่งผลให้ค่าสถิติร้อยละมีความไวต่อการเปลี่ยนแปลงสูง (High Sensitivity) การแปลผลแนวโน้มในลักษณะการเปรียบเทียบเชิงปริมาณจึงต้องพิจารณาควบคู่ไปกับจำนวนผู้เข้าสอบจริงในแต่ละปีการศึกษา

2) ความสม่ำเสมอของเครื่องมือที่ใช้ในการทดสอบ แม้การทดสอบจะอิงตามกรอบมาตรฐาน CEFR แต่เนื่องจากการจัดสอบปีเข้าศึกษา จำนวน 5 ปี อาจมีการปรับเปลี่ยนชุดข้อสอบหรือรูปแบบการทดสอบตามนโยบายของมหาวิทยาลัยในแต่ละช่วงเวลา ซึ่งอาจเป็นปัจจัยภายนอกที่ส่งผลต่อระดับคะแนนของนักศึกษาที่แตกต่างกันในแต่ละปีการศึกษา

3) ปัจจัยด้านสภาพแวดล้อมและสถานการณ์วิกฤตช่วงระยะเวลาที่ศึกษา (.. 2562 - 2566) ครอบคลุมช่วงสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรค COVID-19 ซึ่งส่งผลให้รูปแบบการเรียนการสอนเปลี่ยนไปเป็นระบบออนไลน์เต็มรูปแบบในบางช่วงเวลา ปัจจัยนี้เป็นตัวแปรแทรกซ้อนที่ยากต่อการควบคุม และมีผลกระทบโดยตรงต่อพฤติกรรมการเรียนรู้และทักษะการสื่อสารภาษาอังกฤษของกลุ่มตัวอย่าง


สรุปผลการศึกษา

จากการศึกษาเรื่อง แนวโน้มสมรรถนะภาษาอังกฤษตามมาตรฐาน CEFR ของนักศึกษาคณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยราชภัฏนครศรีธรรมราช: การวิเคราะห์กลุ่มปีเข้าศึกษา 2562 - 2566 สามารถสรุปผลตามวัตถุประสงค์การวิจัยได้ดังนี้


1) ภาพรวมแนวโน้มระดับสมรรถนะภาษาอังกฤษ (5 ปี)

ระดับสมรรถนะภาษาอังกฤษของนักศึกษาในภาพรวมมีลักษณะ “ผันแปรและลดลงตามลำดับปีการศึกษา” โดยใน ปีเข้าศึกษา 2562 มีสัดส่วนนักศึกษาที่ผ่านเกณฑ์ระดับ B1 ขึ้นไปสูงที่สุด และเริ่มปรากฏสภาวะการถดถอยอย่างเห็นได้ชัดในช่วงปีเข้าศึกษา 2564 เป็นต้นมา ซึ่งสอดคล้องกับช่วงสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรค COVID-19 ที่ส่งผลกระทบต่อรูปแบบการเรียนการสอนและปฏิสัมพันธ์เชิงภาษา เช่นเดียวกับผลการศึกษาของ ตรีนุช ไพชยนต์วิจิตร และ สรัลชนา ธิติสวรรค์ (2565) ที่กล่างถึงผลกระทบการแพร่ระบาดของโควิด-19 ต่อการศึกษา ในประเด็นของภาวะการเรียนรู้ถดถอยการสูญเสียความรู้ที่ได้เล่าเรียนมา หรือสูญเสียทักษะต่าง ๆ จากที่ควรจะได้รับการพัฒนาอย่างเหมาะสมในแต่ละช่วงอายุ ซึ่งภาวะการเรียนรู้ถดถอยนี้สามารถเกิดขึ้นได้ในยามปกติเช่นเดียวกัน เช่น ตอนปิดเทอม หรือเมื่อหยุดเรียนเป็นเวลานาน เป็นต้น แต่ไม่เคยมีครั้งใดที่ทั่วโลกต้องเผชิญกับภาวะสูญเสียการเรียนรู้มากเท่าในช่วงโควิด-19 มาก่อน โดยเฉพาะอย่างยิ่งผลกระทบต่อเด็กในช่วงที่ต้องการการเรียนรู้ทั้งด้านทักษะและสังคม จากการมีปฏิสัมพันธ์ในห้องเรียน เช่น ในกลุ่มเด็กปฐมวัย และเด็กระดับประถมศึกษาเนื่องจากเด็กในกลุ่มนี้ยังไม่มีความ พร้อมเพียงพอที่จะเรียนผ่านหน้าจอเป็นระยะเวลานานและเป็นช่วงวัยที่ต้องอาศัยการเรียนรู้ผ่านทางร่างกาย ดังนั้น การเรียนทางไกลจึงไม่มีประสิทธิภาพและไม่เหมาะสมกับเด็กเล็ก ผลการศึกษาของมหาวิทยาลัยหอการค้าไทยร่วมกับกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) (Kilenthong et al., 2023) ชี้ให้เห็นว่า การเรียนรู้ของเด็กปฐมวัยในด้านวิชาการ และความจําเพื่อ การใช้งานลดลงเหลือเพียง 0.86% และ 2.2% จากการเรียนรู้ 100% เมื่อเทียบกับวันที่ไปโรงเรียนตามปกติ ตามลําดับ นอกจากนี้ ข้อมูลจากสำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา (2565) ยืนยันถึงสภาวะถดถอยทางการเรียนรู้ของผู้เรียนก่อนเข้าสู่ระดับมหาวิทยาลัย โดยพบว่า รายวิชาภาษาต่างประเทศมีค่าเฉลี่ยการรับรู้ต่อภาวะถดถอยทางวิชาการสูงที่สุดติดอันดับ 1 ใน 3 ในทุกระดับชั้น ซึ่งประเด็นนี้ถือเป็นตัวแปรสำคัญที่ส่งผลกระทบโดยตรงต่อระดับสมรรถนะภาษาอังกฤษของผู้เรียนในระดับอุดมศึกษาที่เข้าศึกษาในช่วงปีการศึกษาหลังสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรค COVID-19 สอดคล้องกับงานวิจัยของ Amiruddin and Jannah (2021) ที่ศึกษาเปรียบเทียบระดับความสามารถทางภาษาอังกฤษของนักศึกษาระดับอุดมศึกษาในช่วงก่อนและระหว่างการแพร่ระบาดของโรค COVID-19 พบว่าผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนมีการลดลงอย่างมีนัยสำคัญ โดยการจัดการเรียนรู้ในช่วงก่อนการแพร่ระบาดมีประสิทธิภาพสูงกว่าการเรียนรู้ในช่วงสถานการณ์ COVID-19 อย่างเห็นได้ชัด ทั้งนี้ การลดลงของค่าเฉลี่ยผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนเป็นผลมาจากการปรับเปลี่ยนรูปแบบการเรียนจากระบบออฟไลน์มาสู่ระบบออนไลน์ ซึ่งส่งผลกระทบต่อกระบวนการรับรู้และพัฒนาทักษะทางภาษาของผู้เรียน


2) สมรรถนะผ่านเกณฑ์ระดับ B1 ขึ้นไป จำแนกตามกลุ่มศาสตร์วิชา

เมื่อเปรียบเทียบระหว่างกลุ่มศาสตร์วิชา พบว่ามีความแตกต่างของสมรรถนะอย่างมีนัยสำคัญ ดังนี้


(1) กลุ่มที่รักษามาตรฐานได้ดี

คือกลุ่มศาสตร์เทคโนโลยีและนวัตกรรมดิจิทัล เป็นกลุ่มที่มีสัดส่วนนักศึกษาผ่านเกณฑ์ระดับ B1 ขึ้นไปสูงที่สุดอย่างต่อเนื่องตลอดระยะเวลา 5 ปี


(2) กลุ่มที่มีการเปลี่ยนแปลงสูงสุด

คือกลุ่มวิทยาศาสตร์บริสุทธิ์ ปรากฏแนวโน้มการลดลงของสัดส่วนผู้ผ่านเกณฑ์รุนแรงที่สุด โดยลดลงจากร้อยละ 89.58 ในปีฐาน (2562) สู่ร้อยละ 20.00 ในปีล่าสุด (2566)


(3) ข้อสังเกตด้านจำนวนกลุ่มตัวอย่าง

พบการลดลงของสัดส่วนร้อยละในปีล่าสุด มีความสัมพันธ์โดยตรงกับจำนวนนักศึกษาผู้เข้าสอบ)ที่ลดลงอย่างมาก ซึ่งส่งผลให้ค่าสถิติร้อยละมีความอ่อนไหวและแสดงผลที่ต่ำกว่าความเป็นจริงของประชากรในภาพรวม

3) ปัจจัยและอุปสรรคสำคัญที่พบ

จากการสรุปบริบทการศึกษา พบว่าปัจจัยหลักที่ส่งผลต่อการลดลงของสมรรถนะประกอบด้วย


(1) ปัจจัยด้านหลักสูตร

คือการปรับลดจำนวนรายวิชาภาษาอังกฤษพื้นฐานลง




(2) ปัจจัยด้านผู้เรียน

คือพื้นฐานทักษะภาษาอังกฤษแรกเข้าที่ส่วนใหญ่อยู่ในระดับ Pre-A1 และภาวะถดถอยทางการเรียนรู้สะสม (Learning Loss)


(3) ปัจจัยด้านสภาพแวดล้อม

คือการจัดการเรียนการสอนแบบออนไลน์ที่ขาดการประยุกต์ใช้ภาษาในสถานการณ์จริง


ข้อเสนอแนะในการวิจัยครั้งต่อไป

1) ควรมีการศึกษาเชิงคุณภาพ (Qualitative Research) เช่น การสัมภาษณ์เจาะลึกนักศึกษาในกลุ่มวิทยาศาสตร์บริสุทธิ์ เพื่อหาสาเหตุเชิงลึกว่าปัจจัยใดที่มีผลต่อแรงจูงใจและการถดถอยของทักษะภาษาอังกฤษ

2) ควรมีการศึกษาเปรียบเทียบระหว่างกลุ่มนักศึกษาที่เรียนในระบบปกติ กับกลุ่มที่เรียนในระบบออนไลน์ในช่วง COVID-19 อย่างเฉพาะเจาะจง เพื่อวิเคราะห์ขนาดของผลกระทบ (Effect Size) จากรูปแบบการเรียนการสอน


กิตติกรรมประกาศ

ผู้วิจัยขอขอบพระคุณศูนย์ภาษา และวัฒนธรรมนานาชาติ และคณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยราชภัฏนครศรีธรรมราช ที่สนับสนุนข้อมูลสถิติและอำนวยความสะดวกในการดำเนินงานวิจัย ขอขอบพระคุณอาจารย์ที่ปรึกษาและผู้ทรงคุณวุฒิทุกท่านสำหรับคำแนะนำอันทรงคุณค่า ตลอดจนผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องทุกท่านที่ทำให้บทความวิจัยฉบับนี้สำเร็จลุล่วงด้วยดี


เอกสารอ้างอิง

กระทรวงศึกษาธิการ. (2557). แนวปฏิบัติตามประกาศกระทรวงศึกษาธิการ เรื่อง นโยบายการปฏิรูปการเรียนการสอนภาษาอังกฤษ. กรุงเทพฯ: บริษัท จามจุรีโปรดักส์ จำกัด.

ขันแก้ว มาพรม, ดวงพร ศรีบุญเรือง, ธนัชพร ขัติยนนท์ ปูนอน, ณัฐธิดา กลางประชา และ อภิรัตน์ พุทธิดิลก. (2568). การพัฒนาความสามารถของนักศึกษาในการฟังภาษาอังกฤษเพื่อการสื่อสารสําหรับการทดสอบมาตรฐานตามเกณฑ์ CEFR โดยใช้เครื่องมือดิจิทัลเพื่อการเรียนรู้. วารสารสังคมศาสตร์เพื่อการพัฒนาท้องถิ่น มหาวิทยาลัยราชภัฏมหาสารคาม, 9(4), 665-675.

ตรีนุช ไพชยนต์วิจิตร และ สรัลชนา ธิติสวรรค์. (2565). ผลกระทบการแพร่ระบาดของโควิด-19 ต่อการศึกษา. สืบค้นจาก http://www.eco.ru.ac.th/images/document/article/TreeNut/publish02-02.pdf

ธวัช ทะเพชร และ นเรศ สุรสิทธิ์. (2566). ปัจจัยที่ส่งผลต่อการสอบวัดความรู้ภาษาอังกฤษตามเกณฑ์มาตรฐาน CEFR ของบุคลากรและนักศึกษามหาวิทยาลัยภาคตะวันออกเฉียงเหนือ จังหวัดขอนแก่น. วารสารวิชาการและวิจัย มหาวิทยาลัยภาคตะวันออกเฉียงเหนือ, 13(1), 143-153.

ธวัชชัย ขวัญเมือง. (2566). ภาวะถดถอยทางการเรียนรู้และการฟื้นตัวของนักเรียนจากการปิดเรียนเนื่องด้วย สถานการณ์แพร่ระบาดของ COVID-19: การวิเคราะห์พหุระดับ Piecewise แบบเบย์ (วิทยานิพนธ์ปริญญาครุศาสตรมหาบัณฑิต). กรุงเทพฯ: จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย.

นิภาพรรณ เจนสันติกุล. (2564). ผลกระทบการจัดการเรียนการสอนออนไลน์ในระดับอุดมศึกษา: ข้อเสนอแนะสําหรับการนําไปปฏิบัติในสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด 19. วารสารวิชาการวิทยาลัยบริหารศาสตร์, 4(3), 170-182.

วันวิสาข์ พูลทอง, ธนาภัสสร์ สนธิรักษ์ และ กลวัชร เกษมโชค. (2567). การวัดและประเมินสมรรถนะภาษาอังกฤษ โดยใช้ CEFR สําหรับบริบทการเรียนการสอนในประเทศไทย. วารสารสมาคมนักวิจัย, 29(4), 14-30.

สกนธ์ชัย ชะนูนันท์ และ สุริยา ชาปู่. (2567). ผลกระทบของการเรียนการสอนออนไลน์ระดับมัธยมศึกษาในสถานการณ์การแพร่ระบาดโรคโควิด-19: มุมมองของผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้อง. วารสารวิชาการร้อยแก่นสาร, 9(1), 117-134.

สำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา. (2565). รายงานผล การศึกษาภาวะถดถอยทางการเรียนรู้ของผู้เรียนระดับการศึกษาขั้นพื้นฐานในสถานการณ์โดวิด-19 สภาพการณ์ บทเรียน และแนวทางการพัฒนาคุณภาพการเรียนรู้. สืบค้นจากhttps://opac01.stou.ac.th/multim/Gift_eBook/167260.pdf

Amiruddin, M., & Jannah, U.R. (2021). The effect of COVID 19 pandemic on english proficiency level in higher education. Journal of English Language Teaching and Linguistics, 6(1), 45-56.

Council of Europe. (2018). CEFR companion volume with new descriptors. Retrieved from https://www.ecml.at/de/News/ArtMID/2176/ArticleID/1339/CEFR-Companion-volume-with-New-Descriptors-Now-online-on-the-CEFR-website-wwwcoeintlang-CEFR

Dörnyei, Z. (2005). The Psychology of the Language Learner: Individual Differences in Second Language Acquisition. New Jersey: Lawrence Erlbaum Associates.

Foley, J. A. (2019). Adapting CEFR for English language Education in ASEAN, Japan and China. The New English Teacher, 13(2), 101-117.

Kilenthong, W. T., Boonsanong, K., Duangchaiyoosook, S., Jantorn, W., & Khruapradit, V. (2023). Learning losses from school closure due to the COVID-19 pandemic for Thai kindergartners. Economics of Education Review. Economics of Education Review, 96, 102455.